คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ประกันสังคมส้ม จากคำคุยโม้ สู่ความเสี่ยงเชิงนโยบาย
“ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” สีส้ม ยึดอำนาจการบริหารบอร์ดประกันสังคม ชนะเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ทั้งฝั่งผู้แทนผู้ประกันตน (ลูกจ้าง) และฝั่งผู้แทนนายจ้าง
ชูแนวคิดการสร้างรัฐสวัสดิการและการปฏิรูประบบประกันสังคม
นโยบายหลายเรื่อง จะต้องใช้เงินดำเนินการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มเงินบำนาญสะสม เบิกเงินก้อนล่วงหน้า ลาออกเองได้รับชดเชยเพิ่ม สิทธิประโยชน์ต่างๆ ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังหาเสียงว่าจะลดงบบริหาร สปส. เหลือ 2-3% (จากเดิมที่ไม่เกิน10%) จะเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนมากขึ้น (ความเสี่ยงสูงขึ้นด้วยหรือไม่?) ฯลฯ
สิ่งที่น่าสนใจหลังจากนี้ คือ การบริหารจริง จะทำได้เหมือนที่ “หาเสียง” ไว้หรือไม่? อย่างไร?
1. ชัดเจนว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองสีส้ม มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็นเครือข่ายการเมืองเชื่อมโยงถึงกัน
วิธีการขับเคลื่อนก็คล้ายกัน คือ ปลุกสร้างกระแสผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ชูวาทกรรมหวือหวา ขายฝัน ยกนโยบายให้ผลประโยชน์มาจูงใจผู้ประกันตนสารพัดอย่าง วาดภาพการเปลี่ยนแปลง พร้อมๆ กับโจมตีแนวทางการบริหารประกันสังคมแบบที่ผ่านมา
อุทาหรณ์จากการเมือง พรรคส้มเคยใช้วิธีการเมืองแบบนี้ แต่พอได้เป็น สส.มีตำแหน่งในอำนาจรัฐจริง ก็อ้างสารพัดอย่าง ไม่ได้ทำตามที่หาเสียงสารพัดเรื่อง เช่น บอกว่าจะไม่ไปดูงานต่างประเทศ แต่ก็มี กมธ.พรรคส้มไปค่อนสภา ไปประเทศหรูๆ ทั่วโลก เป็นต้น
ยังไม่นับความเสี่ยงจากการเมืองสีส้ม ที่อาจเข้ามาแทรกแซงการบริหารกองทุนประกันสังคมหรือไม่
อย่าลืมว่า ผู้ประกันตนเลือกให้มาบริหารกองทุนตามที่หาเสียง
มิใช่เลือกให้ยกกองทุนประกันสังคมให้การเมืองสีส้ม
2. ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินของกองทุน
เมื่อนโยบายสารพัดอย่างจะต้องใช้เงินดำเนินการมากกว่าเดิม กองทุนย่อมเสี่ยงล้มละลายเร็วขึ้น
การเพิ่มสิทธิประโยชน์และเงินชดเชยแทบทุกด้าน (เช่น บำนาญเพิ่มขึ้น, เงินชดเชยว่างงานเพิ่มขึ้น, ขยายเงินอุดหนุนบุตร) สวนทางกับโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้เงินกองทุนสะสมหมดเร็วกว่ากรอบเวลาเดิมที่คาดการณ์ไว้
ภาระการจัดเก็บเงินสมทบที่อาจเพิ่มขึ้น เพื่อหล่อเลี้ยงสวัสดิการที่สูงขึ้น ในอนาคตบอร์ดประกันสังคมอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานเงินสมทบ หรือปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินจากทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้สุทธิของคนทำงาน
3. ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ (ฝั่งนายจ้างที่ได้รับต้นทุนผลกระทบ)
ต้นทุนแฝงของฝั่งนายจ้างเพิ่มขึ้น จากนโยบายบางข้อ เช่น การให้สิทธิ์ลาดูแลครอบครัวโดยได้รับค่าจ้าง หรือการเพิ่มเงินชดเชยกรณีลูกจ้างลาออกเอง อาจสร้างภาระต้นทุนและการบริหารจัดการกำลังคนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
ความขัดแย้งในบอร์ดไตรภาคีอาจตึงเครียดมากขึ้น จากโครงสร้างบอร์ดประกันสังคม ประกอบด้วยสามฝ่าย (รัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง) การที่ทีมส้มชูนโยบายฝั่งแรงงานอย่างสุดโต่ง อาจทำให้การเจรจาหรือการขอความร่วมมือจากฝั่งนายจ้างเป็นไปได้ยากขึ้น และอาจเกิดการคัดค้านเชิงนโยบายจนทำให้การขับเคลื่อนงานในทางปฏิบัติจริงหยุดชะงัก
4. ความยากลำบากและข้อจำกัดทางกฎหมายในการปฏิบัติจริง
นโยบายหลายข้อ ไม่ได้จบที่บอร์ดประกันสังคม เช่น การเปิดสิทธิ์ให้ลาออกเองแล้วได้เงินชดเชยเพิ่มขึ้น หรือการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล แต่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงแรงงาน คณะรัฐมนตรี หรือต้องใช้วิธีแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ นั่นอาจทำให้บอร์ดประกันสังคมไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง 100% เพราะสร้างผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง
คือ ทำให้บอร์ดประกันสังคมส้มได้คะแนนนิยม แต่ต้นทุนไปตกที่ผู้อื่น ผู้อื่นย่อมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม
สุดท้าย อาจกลายเป็น “นโยบายที่ทำไม่ได้จริง” ในกรอบเวลาที่สัญญาไว้
5. ความเสี่ยงจากการเมือง เป็นเดิมพันสำคัญ ที่อาจมีผลกระทบรุนแรงกว่าที่คาดไว้
เนื่องจากแกนนำและตัวแทนของทีมก้าวหน้ามีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองสีส้ม ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจใช้พื้นที่กองทุนประกันสังคม (ซึ่งมีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท) เป็นฐานขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมเพื่อประโยชน์ทางการเมืองระดับชาติ
โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการตัดสินใจบนฐานความนิยม (Populism) อาจเน้นตอบสนองความต้องการระยะสั้นของผู้ลงคะแนนเสียง (Popular Vote) มากกว่าการยึดหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Science) ที่ต้องคำนวณความเสี่ยงและความยั่งยืนของกองทุนในอีก 30–50 ปีข้างหน้า
ที่อันตราย คือ เอาทุนจากผู้ประกันตนทุกคน เป็นหน้าตัก
คราวนี้ อันตรายยิ่งกว่านักการเมืองใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นหน้าตัก
เพราะหากงบประมาณแผ่นดินขาดดุล ก็กู้ยืม ก่อหนี้สาธารณะ
แต่ถ้ากองทุนประกันสังคมเจ๊ง หมายถึง ชีวิตความมั่นคงของผู้ประกันตนทั่วประเทศพังทลาย หายนะใหญ่หลวงไม่อาจเยียวยา
6. ย้อนดูคำเตือนจากชูวิทย์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เคยเขียนวิเคราะห์ว่าด้วยเรื่อง “แผนกินรวบประกันสังคม” ระบุว่า
“บอร์ดประกันสังคมมี 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้าง ผู้ประกันตน และรัฐ
มีงบประมาณมหาศาลภายในประกันสังคม ถูกนำมาใช้หาเสียงโดย “ไอซ์“ แม่มดสาวรุ่นใหม่
ปราศรัยหาเสียงเรียก “คุณพี่ คุณพี่“ เสียงแจ๋วๆ ขยี้ “งบประกันสังคม” ทุกวี่ทุกวัน
บอร์ดประกันสังคมฝ่าย “ผู้ประกันตน” มี “ทีมประกันสังคมก้าวหน้า” ของพรรคส้ม ได้รับเลือกมา 6 คน จากทั้งหมด 7 คน (เลือกตั้งครั้งก่อนโน้น)
โดยการเลือกตั้งจากผู้ประกันตนเพียง 100,000 กว่าคน จาก 20 กว่าล้านคน
เรียกว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 1% ด้วยงบประมาณจัดการเลือกตั้งเกือบ 300 ล้านบาท
เป็นครั้งแรกที่ใช้การเลือกตั้งบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน
เมื่อพลพรรคส้มเทคโอเวอร์ฝ่ายลูกจ้างในบอร์ดประกันสังคมได้แล้ว
นี่เป็นเอกสารแสดงให้เห็นว่า ต่อมา ในการประชุมบอร์ดประกันสังคม มีการเสนอชื่อ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เข้าเป็นคณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด
โดยสำนักงานประกันสังคมมีกฎสำคัญ คือ “ไม่นำเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในบอร์ด”
แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่มีพรรคส้มอยู่เบื้องหลัง ได้พยายามผลักดันเสนอชื่อ “ธนาธร” ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ผ่านการอนุมัติให้เป็นอนุกรรมการ
ถามว่า มีความพยายามดันก้นคนชื่อ “ธนาธร“ เข้าสู่บอร์ดประกันสังคมเพื่ออะไร?
ในเมื่อทุกคนทราบดีว่าธนาธรเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้ม” เกี่ยวข้องกับการเมือง ของแท้แน่นอน
นอกจากนั้น ทีมประกันสังคมก้าวหน้า และอนุกรรมการที่เสนอชื่อเข้าไป ยังเกี่ยวข้องกับพรรคส้มแบบรัวๆ
ไล่เลียงตัวตั้งแต่
-ธีระชาติ ก่อตระกูล อนุกรรมการไอที ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
-อนุสรณ์ ธรรมใจ ลงสมัคร สส.พรรคประชาชน เขตตลิ่งชัน
-ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์และการลงทุนประกันสังคมเป็นอดีตนิสิตที่เดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ร.5 ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
- ธนพร วิจันทร์ อดีตผู้สมัครทีมประกันสังคมก้าวหน้า ผู้ชูธงให้คนต่างด้าวเป็นบอร์ดประกันสังคม
- ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ โทรโข่งพรรคส้ม ก็เคยเป็นอนุกรรมการบอร์ดในประกันสังคม
- และโดยเฉพาะ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม จากทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ปี 2561
แค่เห็นความเป็นมาก็รู้ไปถึงตับไตไส้พุงแล้วว่า “ส้มแท้ไม่มีสีอื่นปะปน”
เมื่อนำ “การเมือง“ เข้าไปในบอร์ดประกันสังคม โดยมี ธนาธร เป็นศาสดาจะเกิดอะไรขึ้น ทำไปทำไม?
เหตุเพราะงบประมาณที่ “ไอซ์” พร่ำบนเวที เห็นอกเห็นใจผู้ประกันตน ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง
แต่เป็นเพราะพรรคส้มต้องการ “กินรวบประกันสังคม” ที่มีงบประมาณมหาศาลต่างหาก
โดยธนาธรมีต้นกำเนิดจากครอบครัวกลุ่มไทยซัมมิท ที่เป็น “นายทุน”
และธนาธรเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ในสถานะ “นอมินี“ พรรคส้ม
จึงให้ไอซ์ผลิต “น้ำแข็ง” เข้าโจมตีการใช้เงินงบประมาณของประกันสังคม ทั้งๆ ที่ทุกงาน ทุกงบ ทุกการลงทุนแม้แต่ที่ดินชลบุรี ที่พูดปาวๆ ว่าประกันสังคมอีลุ่ยฉุยแฉกนั้น เป็นการอนุมัติผ่าน “บอร์ดประกันสังคม” อันมีทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” ที่พรรคส้มสนับสนุนนั่งกันอยู่เต็มบอร์ดโดยทั้งสิ้น
เป็นการวางแผนให้คนหนึ่งตีประตูหน้า อีกคนหนึ่งแอบแทรกเข้าประตูหลัง
เอาดีใส่ตัว เที่ยวด่าประจานการใช้งบฉอดๆ คร่ำครวญแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจผู้ประกันตน
ทั้งที่พวกตัวเองนั่งยกมืออนุมัติให้เต็มบอร์ด
เห็นหรือยังว่าเมื่อ “น้ำแข็ง” ละลายลง ความจริงมันปรากฏชัด
ต้องพิจารณาเอาดีกว่าว่า “แผนซ้อนแผน“ นี้ใครวางเกม?
ที่ว่า ”ทำการเมืองแบบซื่อๆ“ แท้จริงกลับเล่นสอดไส้ตีเนียนกันแบบนี้นี่เอง
หากธนาธรได้เข้าไปนั่งอยู่ใน “คณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด“ บงการทิศทางในการลงทุนของประกันสังคม
ตามความเห็นของบอร์ดพรรคส้มที่พูดว่า “เอาความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของธนาธรมาใช้”
ก็อาจมองได้ว่าจะมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เกิดขึ้น และมั่นใจไม่ได้ว่าจะเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของครอบครัวและพวกพ้อง หรือไม่?
ดูเอาจาก “คดีน้องชายธนาธร“ ที่ “จ่ายใต้โต๊ะ” เพื่อให้ได้สิทธิ์เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนเพลินจิต ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญามาแล้ว
คณะอนุกรรมการการลงทุนนอกตลาด ที่มีอำนาจอนุมัติการลงทุนมูลค่ามหาศาล จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมีชื่อนายธนาธรเข้าไปนั่งอยู่
แต่เมื่อเสนอไปครั้งแรกไม่ผ่าน กลับยังดันทุรังเสนอครั้งที่ 2 อีก โดยมีฝั่งคนของพรรคส้มสนับสนุนหมด
ผู้ประกันตนคงจะได้ “โรงงานส้มแช่แข็ง“ มาลงทุนเพิ่มในพอร์ตเสียมากกว่า
โดยมี พม่า ลาว เขมร เต็มโรงงาน ตามนโยบายของทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตอนไอซ์ปราศรัยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ยัดชื่อธนาธรเข้าไป 2 ครั้งแล้ว แต่เขาไม่ให้เป็น“ เพราะอะไร?
ขนาดเป็น “ฝ่ายค้าน” ยังเก่งขนาดนี้ ไม่ต้องเป็น “รัฐบาล” หรอกครับ
ไม่งั้นเดี๋ยวก็ยัดชื่อ “ธนาธร” เข้าไปนั่งสารพัดบอร์ดอีก
โถ.. การเมืองใหม่ของพรรคส้มมันต่างกับการเมืองเก่าตรงไหน?
ใครขึ้นมาก็จ้องจะ “กินรวบประเทศไทย“ เหมือนกันหมด
จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็โกหกได้เป็นวรรคเป็นเวร
แล้วตีเนียนว่าตัวเองเป็นการเมืองใหม่...” - ชูวิทย์ (เขียนเตือนไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้)
นับเป็นความเสี่ยง หรือความท้าทาย ว่าจะเป็นไปตามที่นายชูวิทย์วิเคราะห์ไว้แค่ไหน?
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


