ย้อนเส้นทาง "วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์" แม่ทัพใหญ่ไทยพีบีเอส ฝ่าวิกฤต ‘สื่อสาธารณะ’

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองทันที สำหรับชื่อของ "วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์" แม่ทัพใหญ่แห่งไทยพีบีเอส (Thai PBS) หลัง สตง. เปิดผลตรวจสอบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พบความบกพร่องในการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบมติ ครม. และวินัยการเงินการคลังฯ จนนำไปสู่คำสั่งให้ชดใช้ความเสียหายถึง 85 ล้านบาท ภายใน 120 วัน ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่นี้ "แนวหน้าออนไลน์" พามาย้อนรอยเส้นทางชีวิตของชายผู้นี้
ประวัติความเป็นมาและการศึกษา
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2504 เติบโตในย่านสีลม กรุงเทพมหานคร ในครอบครัวชาวจีนอพยพหนีภัยสงครามที่มีพี่น้อง 7 คน โดยหนึ่งในพี่สาวของเขาคือ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ (มด) นักต่อสู้เพื่อคนยากคนจนและที่ปรึกษาสมัชชาคนจนผู้ล่วงลับ
วันชัยเข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 ถึง ม.ศ.5 จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเริ่มต้นขึ้นเมื่ออยู่ชั้น ป.7 เขาได้ลงพื้นที่ไปช่วย ครูประทีป อึ้งทรงธรรม สอนหนังสือเด็กๆ ในสลัมคลองเตย เมื่อขึ้นชั้น ม.ศ.1 เขาแอบหนีพ่อแม่ไปร่วมค่ายสร้างโรงเรียนกับกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา ที่จังหวัดสุรินทร์ นานเกือบหนึ่งเดือน และกลายเป็นชาวค่ายออกสร้างโรงเรียนในชนบททุกช่วงปิดเทอมใหญ่จนจบมัธยมปลาย
ควบคู่ไปกับงานอาสา วันชัยยังเป็นนักดนตรีเป่าคลาริเน็ตเสียงหนึ่งในวงดุริยางค์โรงเรียน และเริ่มฉายแววนักทำสื่อตั้งแต่วัยเยาว์ โดยร่วมเป็นกองบรรณาธิการวารสารรายเดือน "อัสสัมชัญสาสน์" ที่มีรุ่นพี่อย่าง พระไพศาล วิสาโล เป็นสาราณียกร และในวัยเพียง 15 ปี เขายังสร้างประวัติศาสตร์เป็นกองบรรณาธิการที่อายุน้อยที่สุดของนิตยสารวิชาการชั้นครูอย่าง "ปาจารยสาร" รวมถึงได้รับตำแหน่งสาราณียกรหนังสือประจำปีของโรงเรียน (อุโฆษสาร) ตอนอยู่ชั้น ม.ศ.5
ในช่วงศึกษาชั้น ม.ศ.3 วันชัยเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับขบวนการนักศึกษาอย่างใกล้ชิด และอยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แม้จะหนีรอดชีวิตออกมาได้หวุดหวิด แต่เมื่อกลับเข้าห้องเรียน เขากลับถูกครูในโรงเรียนกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ซ้ำร้ายในช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 ครอบครัวต้องเผชิญวิกฤตเมื่อบิดาล้มละลาย ทำให้เด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายต้องลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองด้วยการรับจ้างสอนพิเศษเด็กประถมเพื่อหาเงินเรียนต่อ
แบกหนังสือส่งร้านและภาพ "ปรีดี" ครั้งแรกในรอบ 30 ปี
ปี พ.ศ. 2522 วันชัยสอบเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน เขาทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเคล็ดไทย ทำหน้าที่แบกหนังสือไปส่งตามแผงและร้านค้าต่างๆ ขณะเดียวกันก็ทุ่มเทให้กับกิจกรรมนักศึกษา ทั้งชุมนุมเชียร์ ชุมนุมศิลปการแสดง รวมถึงการเขียนบทและกำกับละครเวทีและงิ้วธรรมศาสตร์
ผลงานชิ้นเอกที่สร้างความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตนักศึกษาเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2526 เมื่อเขาทำหน้าที่ฝ่ายโค้ดของชุมนุมเชียร์ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ วันชัยและเพื่อนได้ตัดสินใจแปรอักษรเป็นภาพใบหน้าของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีของประเทศไทยที่มีการแสดงความเคารพต่ออาจารย์ปรีดีในพื้นที่สาธารณะท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ยังเปราะบาง จนอาจารย์ปรีดีได้ส่งจดหมายจากประเทศฝรั่งเศสมาแสดงความขอบคุณนักศึกษาที่ยังระลึกถึงท่าน
ก่อตั้ง "สารคดี" และนักข่าว
หลังสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2527 วันชัยเริ่มต้นอาชีพสื่อสารมวลชนในกองบรรณาธิการวารสาร "เมืองโบราณ" เพื่อฝึกปรือการค้นคว้าข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพียงหนึ่งปีให้หลัง ในปี พ.ศ. 2528 เขาได้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร "สารคดี" นิตยสารแนวบันทึกข้อเท็จจริงเล่มแรกๆ ของไทย โดยก้าวขึ้นเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการในปี พ.ศ. 2531 และดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารยาวนานถึง 20 ปีเต็ม (พ.ศ. 2533–2553)
ตลอดเวลาที่ดูแลนิตยสารสารคดี วันชัยผลิตงานเขียนสารคดีขนาดยาวไม่ต่ำกว่า 100 ชิ้น เขาเคยลงพื้นที่เสี่ยงตายเพื่อทำสกู๊ปขุดคุ้ยขบวนการตัดไม้ทำลายป่าจนถูกขู่ฆ่า และเป็นนักข่าวไทยเพียงคนเดียวที่ดั้นด้นเข้าไปสัมภาษณ์กลุ่มกบฏชาวติมอร์ตะวันออกได้สำเร็จ
ต้านรัฐประหาร และพิษ "นาฬิกาหรู"
ในปี พ.ศ. 2554 วันชัยได้ก้าวเข้าสู่วงการโทรทัศน์ในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. (Thai PBS) ด้านข่าวและรายการ เขาเป็นผู้ผลักดันให้เกิดรายการสารคดี เช่น นิ้วกลม, ปกป้อง จันวิทย์, ทรงกลด บางยี่ขัน และโตมร ศุขปรีชา ก้าวเข้ามาสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์
ในเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยึดอำนาจและสั่งให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องยุติการออกอากาศทันที แต่วันชัยในฐานะรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ปฏิเสธที่จะยอมจำนน โดยตัดสินใจนำทีมข่าวออกอากาศรายงานสถานการณ์รัฐประหารผ่านทาง YouTube และรับหน้าที่เจรจาต่อรองกับฝ่ายทหารที่บุกเข้ามาในสถานีเพื่อประวิงเวลาการรายงานข่าวให้นานที่สุด การถ่ายทอดสดครั้งนั้นมีผู้เข้าชมทั้งในและต่างประเทศสูงถึง 5 ล้านคน เป็นประวัติการณ์ของสถานี และแลกมาด้วยการที่วันชัยถูกทหารควบคุมตัวไปยังกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ในข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ซึ่งถือเป็นสื่อมวลชนและพลเรือนคนแรกๆ ที่ถูกควบคุมตัวหลังการรัฐประหาร
หลังจากหมดวาระที่ไทยพีบีเอส ในปี พ.ศ. 2559 วันชัยได้รับการทาบทามให้ไปนั่งเก้าอี้ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTV HD 36 เขาเข้ามาวางระบบข่าวสืบสวนสอบสวนและเจาะลึกประเด็นสังคม แต่เมื่อเขาอนุมัติให้ทีมข่าวเกาะติดและตรวจสอบรัฐบาล คสช. อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการขุดคุ้ย "คดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" ควบคู่ไปกับการเขียนบทความวิจารณ์อำนาจเผด็จการผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ส่งผลให้ผู้มีอำนาจใน คสช. ไม่พอใจอย่างรุนแรงและกดดันผู้บริหารระดับสูงของสถานีอย่างหนัก จนในที่สุด วันชัยตัดสินใจยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561 เพื่อปกป้องสถานีและทีมงาน
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทยและกลับไปไทยพีบีเอส
นอกเหนือจากงานข่าว วันชัยยังทำหน้าที่เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร (พ.ศ. 2535–2543) และรองประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ประธานตัดสินข่าวสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2537–2554) และประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2546–2555) ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, รองประธานมูลนิธิโลกสีเขียว (พ.ศ. 2544–2556), อนุกรรมการป่าเขตร้อนและความหลากหลายทางชีวภาพ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (พ.ศ. 2545–2550), กรรมการคัดเลือกรางวัลลูกโลกสีเขียว, กรรมการตัดสินรางวัลเซเว่น บุ๊คอวอร์ด, กรรมการมูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) และกรรมการหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชน (บยสส.) สถาบันอิศรา ตลอดจนเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศิลปากร
หลังก้าวออกจาก PPTV ในช่วงปี พ.ศ. 2562–2568 วันชัยใช้ชีวิตในฐานะสื่อมวลชนอิสระ เขียนคอลัมน์วิเคราะห์การเมืองและสิ่งแวดล้อมให้สื่อออนไลน์ชั้นนำอย่าง The 101.world, The Cloud และเว็บไซต์ส่วนตัว Onetonion
กระทั่งในปี พ.ศ. 2568 คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกให้ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ กลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) คนที่ 5 โดยเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
รางวัลเกียรติยศ ทุนการศึกษา และผลงานหนังสือสำคัญ
ด้านรางวัลเกียรติคุณ
- พ.ศ. 2536 รางวัลชมเชยประเภทสารคดี จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จากผลงานหนังสือเรื่อง "ก่อนจะไม่มีลมหายใจสำหรับพรุ่งนี้"
- พ.ศ. 2548 รางวัลชมเชยประเภทสารคดี จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จากผลงานหนังสือเรื่อง "จากคลองด่านถึงเชียงดาว ความจริงที่หายไป"
- พ.ศ. 2548 รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- พ.ศ. 2552 รางวัล The First Penguin Award จากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เพื่อเชิดชูผู้กล้าเสี่ยงบุกเบิกสร้างสรรค์สิ่งใหม่และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย
- พ.ศ. 2552 รางวัล "คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง" จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในโอกาสก่อตั้งสมาคมฯ ครบ 50 ปี เพื่อยกย่องบรรณาธิการผู้มีผลงานดีเด่นและสร้างคุณูปการต่อสังคม
- พ.ศ. 2554 รางวัล "ศรีบูรพา" จากกองทุนศรีบูรพา และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ในฐานะนักเขียนและนักสื่อสารมวลชนผู้มีผลงานอันทรงคุณค่าแก่สังคมและมนุษยชาติ
- พ.ศ. 2569 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทสารคดี จากเวที Seven Book Awards จากผลงานหนังสือเรื่อง "The Lost Forest: ประวัติศาสตร์(การทำลาย)สิ่งแวดล้อมไทย"
ด้านทุนการศึกษาและดูงานต่างประเทศ
- พ.ศ. 2537 สอบชิงทุนมูลนิธิเอเชีย ไปดูงานด้านการสื่อสารมวลชนสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 เดือน
- พ.ศ. 2540 ได้รับทุนจากสถานทูตอังกฤษ ไปดูงานด้านสิ่งแวดล้อม ณ ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 1 เดือน
- พ.ศ. 2541 สอบชิงทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ ประเทศอังกฤษ จาก British Chevening Scholarships ได้สำเร็จ แต่ตัดสินใจสละสิทธิ์เพื่ออยู่ช่วยกอบกู้วิกฤตของบริษัทในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
ผลงานหนังสือรวมเล่มที่สำคัญ
ตลอดเส้นทางนักเขียน วันชัยมีผลงานพ็อกเก็ตบุ๊กและสารคดีรวมเล่มจำนวนมาก อาทิ ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง (2528), ชีวิตและความตายของสืบ นาคะเสถียร (2533), ก่อนจะไม่มีลมหายใจสำหรับพรุ่งนี้ (2536), โลกใบเล็ก (2537), ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 2459-2542 (2542), คนกล้า (2544), อ้วนแล้วไง (2545), คน เขื่อน น้ำ ป่า กาแล็กซี่ (2546), ยียวนก๊วนสี่ขา (2546), ผมซักฟอก (2547), จากคลองด่านถึงเชียงดาว ความจริงที่หายไป (2548), ไปเที่ยว ไปทำงาน (2548), หนังสือรวมบทสัมภาษณ์ 6 เล่ม (Thought, Life, Business, Independent, Person, Health), ผมรวยแล้ว ผมพอแล้ว (2549), บันทึกญี่ปุ่น (2549), บันทึกอียิปต์ (2551), บันทึกฝรั่งเศส (2552), ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เล่ม 1 (2553), Editor’s note (2553), เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ เล่ม 2 (2554) และเล่ม 3 (2557), เอเชียใต้ พระเจ้าไม่หลงลืม แผ่นดินไม่เลือนราง (2558) รวมถึงผลงานล่าสุดอย่าง The Lost Forest: ประวัติศาสตร์(การทำลาย)สิ่งแวดล้อมไทย (2568)


