‘ส่งออก-ลงทุน’พุ่ง ผู้ว่าธปท.มั่นใจGDPปีนี้โต2.3%

“ผู้ว่าฯ ธปท.’มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ถึง 2.3% สูงกว่าที่ IMF คาดการณ์ไว้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการ‘ส่งออก’ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 17-18% และ‘ลงทุน’ภาคเอกชนที่คาดว่าจะเติบโต 13% ย้ำต้องผนึกกำลังร่วมมือแก้ไข‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’หลังฉุดการเติบโตมานานนับทศวรรษ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทย หลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 2.1% จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ 1.9% ว่า ในส่วนของ ธปท. ยังคงมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 2.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับคาดการณ์ของสำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ประเมินไว้อยู่ในช่วง 2-2.3%
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.2% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพค่อนข้างดี และมีความยืดหยุ่นสูง แม้ที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายต่างๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่เศรษฐกิจยังคงมีโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“เรามีเสถียรภาพค่อนข้างดี การเติบโตถือว่ายังมีความยืดหยุ่น มีความสามารถในการฟื้นตัว (resilience) ที่ดี แม้จะมีปัญหาต่างๆมาเรื่อยๆ ทั้งน้ำท่วมด้วย แต่ก็ยังมีโมเมนตัมอยู่ รวมถึงการส่งออกก็ดี อยู่ในเวฟของ AI ที่เข้ามา ก็มีโอกาสที่จะมีโมเมนตัมต่อไปได้” ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าว
ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวอีกว่า สำหรับปัจจัยบวกสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้ GDP ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 2.3% มาจากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกชัดเจน และคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 17-18% ควบคู่ไปกับการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 13% ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากการเข้ามาในประเทศไทยของกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกได้ต่อเนื่อง จะช่วยหนุนโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจลดลงเรื่อยๆ จากในอดีตที่เคยเติบโตระดับ 3-5% มาเหลือเพียงประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน GDP เต็มศักยภาพ (Potential GDP) หรือระดับการเติบโตเมื่อใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ได้ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น
“สาเหตุหลักของปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากหลายปัจจัยสะสม ได้แก่ การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังแรงงานลดลง ปัญหาในระบบการศึกษา ตลอดจนปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้รัฐบาล และหนี้ครัวเรือน โดยหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 86-87% ของ GDP ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในโลก” นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวด้วยว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขร่วมกัน และไม่สามารถแก้ได้ด้วยการออกโครงการเดียวหรือกดปุ่มเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แม้นโยบายการเงินจะมีบทบาท แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขยายบทบาทจากการดูแลเพียงนโยบายการเงิน เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ดีขึ้นด้วย โดยประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญต่อไป คือ การร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทุกหน่วยงานต้องเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญมาตลอด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


