แวดวงการเงิน : 14 ตุลาคม 2569

** ซิลวานา เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)…ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด...นำโดยอินเดียจะเติบโตถึง 7% ในปีนี้
ขณะที่เศรษฐกิจจีนคาดว่าจะเติบโต 4.5% ในปีนี้ และ 4% ในปีหน้า…ส่วนประเทศไทยอยู่ในระดับ 2.1% ในปีนี้และปีหน้า...!! แวดวงการเงิน..จำได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้สะท้อนภาพความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยมาหลายปีแล้วว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวได้แต่อยู่ในระดับ "ต่ำกว่าศักยภาพ"

...ล่าสุด คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย...ได้กล่าวย้ำอีกครั้งว่า.. ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การเติบโตของ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 5% และ 3-4% ในอดีต ลงมาเหลือประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน
…ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ยังมีตัวเลขที่เรียกว่า GDP เต็มศักยภาพ (Potential GDP) ซึ่งหมายถึงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเทศสามารถทำได้เมื่อใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ
โดยปัจจุบัน GDP เต็มศักยภาพของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เช่นกัน…สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ ต่อเนื่องหลายสิบปี ผลิตภาพที่ต่ำ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิม การเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังแรงงานลดลง ปัญหาระบบการศึกษา
ตลอดจนหนี้ครัวเรือนและหนี้รัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง โดยหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 86-87% ของ GDP ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก…
คุณวิทัย ย้ำ! อีกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขร่วมกัน และไม่สามารถแก้ได้ด้วยการออกโครงการเดียวหรือกดปุ่มเพียงครั้งเดียวแล้วจบ...!!
ขณะที่ ดร.อาร์เธอร์ บี. ลาฟเฟอร์ (Dr. Arthur B. Laffer) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภาษี-การปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้บุกเบิกแนวคิดเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply-Side Economics) และผู้คิดค้น “Laffer Curve”
ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีกับรายได้ภาครัฐ…บอกว่า การเติบโตต่ำของไทย สะท้อนปัญหาเชิงนโยบายมากกว่าปัจจัยภายนอก...และเสนอแนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว…
โดยเขาระบุว่า...นโยบายที่ดีที่สุดในระยะยาวคือ นโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม การลงทุน การผลิต และการจ้างงานอย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า “เสาหลักแห่งความมั่งคั่ง 5 ประการ” ได้แก่ อัตราภาษีที่เหมาะสม การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ วินัยทางการเงิน กฎระเบียบที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น และการค้าเสรี...!!

เชื่อว่าหลายคนในประเทศนี้คงเห็นเหมือนกับ...แวดวงการเงิน...ที่มองว่า 5 เสาหลัก...ของ ดร.อาร์เธอร์...สำหรับประเทศไทยตอนนี้ "ไม่มีเลยสักเสา”...ต่อให้รัฐบาลมีมือเศรษฐกิจเก่งๆ อย่าง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง...อีกสัก 10 คนในคณะรัฐมนตรี...ก็ยังไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจาก "เส้นการเติบโตต่ำ”ไปได้...หากยังไม่ทำตามเรื่องที่ ดร.อาร์เธอร์ เสนอแนะ...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์**
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


