คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘ทักษิณ’หวังชุบตัวเป็น‘คนดี’ในชาตินี้
คนอย่าง“ทักษิณ ชินวัตร”อดีตนักโทษคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดินนั้น ไม่เคยรู้จักพอ ขนาดไปนอนกินอยู่ในคุกเรือนจำกลางคลองเปรมในฐานะนักโทษเด็ดขาดเกือบหนึ่งปีก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ นิสัยเดิมก็ยังไม่เปลี่ยน จะเอาแต่ได้เพื่อผลประโยชน์แห่งตนอย่างเดียวเท่านั้น
อดีตนักโทษผู้นี้เพิ่งจะพ้นโทษจาก“คดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่” หลังได้รับพระราชอภัยโทษเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นี้เอง แต่ยังมอบหมายให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569
การยื่นคำร้องดังกล่าวของ“อดีตนักโทษเด็ดชายทักษิณ ชินวัตร”ต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนั้น “ทักษิณ”อ้างผ่านคำพูดของนายวิญญัติ ชาติมนตรี ว่าต้องการ“ล้างมลทิน” เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ตนทำมาทั้งหมด เป็นการทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ และทุกเรื่องทุกคดีล้วนเกี่ยวกับ“การเมือง”ทั้งสิ้น
นายวิญญัติ ชาติมนตรี กล่าวว่า “เพราะฉะนั้น การยื่นคำร้องดังกล่าวนี้ ท่านต้องการล้างมลทินเรื่องที่กล่าวหาท่านและท่านได้รับโทษ ท่านต้องการทำมาหากิน ใช้ชีวิตสงบสุข ท่านอายุมากแล้ว และประสงค์ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง หรือไปลงการเมืองอะไร”
ทนายความเป็นอย่างไร คนขี้คุกอย่าง“ทักษิณ ชินวัตร” ก็เป็นอย่างนั้น เพราะตามถ้อยความที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี กล่าวว่า“ท่านต้องการล้างมลทินเรื่องที่กล่าวหาท่านและท่านได้รับโทษ” ย่อมหมายความว่า“ทักษิณ”ถูกกล่าวหา ทั้งที่“ทักษิณ”ถูกศาลพิพากษาตัดสินแล้ว คือเป็น“จำเลย”ในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2544-2549 รวมทั้งหมด -3 คดี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาตัดสินจำคุกรวมทั้งหมด 8 ปี แต่ทนายความส่วนตัวยังมีหน้ามาพูดแทนว่า“เรื่องที่กล่าวหาท่าน” เหมือนกับว่า“ทักษิณ”เป็นเพียงแค่ผู้ถูกกล่าวหา
เพื่อยืนยันให้ชัดเจนอีกว่า“ทักษิณ ชินวิตร”ไม่ใช่“ผู้ถูกกล่าวหา” แต่เป็น“จำเลย”และเป็น“นักโทษ”ที่กระทำความผิดในคคีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาตัดสินจำคุก ดูได้จากเนื้อหาในราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ณ วันที่ 1 กันยายน 2566 โดย“พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ หลังจาก“ทักษิณ”ซึ่งมีสถานะเป็นนักโทษเด็ดขาดชายและ“ป่วยทิพย์”อยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ได้ยื่นทูลเกล้าทูลฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
ทั้งนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้กราบบังคมทูลตามฎีกาที่ยื่นทูลเกล้าฯ ขอพระราชอภัยโทษว่า “เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกดังกล่าวด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษา ขณะนี้อายุมาก มีปัญหาสุขภาพเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาพยาบาลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”
เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้นักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร จากโทษเดิมรวมทั้งหมด 8 ปี เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี
ตามไปดูต่อ “ทักษิณ ชินวัตร”ได้ยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 โดยกราบบังคมทูลว่า“รับโทษมาแล้ว 10 วัน เหลือโทษจำคุก 7 ปี 11 เดือน 20 วัน อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” คือถ้าคิดตามที่“ทักษิณ”กราบบังคมทูล ก็หมายความว่า“ทักษิณ” ติดคุกอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566 หลังจากหนีไปอยู่ต่างประเทศนานกว่า 15 ปีและยอมกลับเข้ามาติดคุกในประเทศไทย และ 10 วันนั้นอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครตลอด ไม่ได้“ป่วยทิพย์”อยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ
นอกจากเหนือจากนั้น ที่ตรงประเด็นที่สุดเพื่อยืนยันว่า“ทักษิณ ชินวัตร”ไม่ใช่“ผู้ถูกกล่าวหา” แต่“คดีถึงที่สุด”แล้ว จากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังที่“ทักษิณ”ยื่นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา จำนวน 3 คดี รวมโทษจำคุกทั้งหมด 8 ปี
“3 คดี”ที่ว่านั้นประกอบด้วย คดีที่หนึ่ง-คดี“เอ็กซิมแบงก์อนุมัติเงินกู้สินเชื่อให้พม่า 4 พันล้านบาท เอื้อประโยชน์บริษัทไทยคม และบริษัทชินคอร์ป” มีโทษจำคุก 3 ปี, คดีที่สอง-คดี“หวยบนดิน” มีโทษจำคุก 2 ปี โดยคดีที่หนึ่งกับคดีที่สองนี้ นับโทษซ้อนกันรวมกำหนดโทษจำคุก 3 ปี และคดีที่สาม-คดี“ให้บุคคลอื่น (นอมินี) ถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯ แทน”จากการขายหุ้น“ชินคอร์ป”มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาทให้แก่“กลุ่มเทมาเส็ก” ประเทศสิงคโปร์ มีโทษจำคุก 5 ปี
ประการสำคัญที่สุด ทั้ง 3 คดีนี้เป็น“คดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่” ซึ่ง“ทักษิณ”ได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 ไม่ใช่คดีการเมือง หรือ“คดีเกี่ยวกับการเมือง” ดังที่“ทักษิณ ชินวัตร”อ้างจากการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติ เพื่อต้องการ“ล้างมลทิน”
ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องพูดแบบภาษาชาวบ้านว่า คนอย่าง“ทักษิณ ชินวัตร”นั้น สันดานไม่เคยเปลี่ยน“จะเอาแต่ได้”อย่างเดียว ทั้งที่รู้ว่า พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือ“กฎหมายนิรโทษกรรม”ฉบับนี้” ไม่นิรโทษกรมให้พวก“ขี้คุก”ที่มีความผิดคดีทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดิน
สมมุติว่าถ้าคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข“ดันทุรัง”ยอมนิรโทษกรรมให้ เชื่อว่า“ทักษิณ ชินวัตร”ก็คงขอยศ“พันตำรวจโท”และเครื่องราชฯทุกชั้นตรากลับคืน
เรียกว่าจะ“ชุบตัว”เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องที่ไม่เคยทุจริตคิดชั่วโกงชาติโกงแผ่นดินมาก่อนให้ได้ในชาตินี้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


