พักค่าเช่า4ด. เคหะฯช่วยน้ำท่วม

อธิบดี ปภ.เผย เร่งโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมวันต่อวัน ล่าสุดจ่ายแล้ว 6 ครั้ง รวมกว่า 2,200 ล้านบาท เฉพาะ 13 ตุลาคม 2569 โอนอีกกว่า 1,100 ล้านบาท ให้ 1.5 แสนครัวเรือน ย้ำงบกลาง4,700ล้านบาท เพียงพอ หากความเสียหายเพิ่ม ของบเพิ่มเติมได้ ด้าน’พม.’ผนึกการเคหะฯออกมาตรการเยียวยา66โครงการรวม6,927ครัวเรือน ครอบคลุมกว่า20,000คน ยกเว้นค่าเช่า–พักชำระค่าเช่าซื้อ2-4เดือน ลดค่าปรับ100% สำหรับผู้ชำระหนี้ค้างตามเงื่อนไข ช่วยเงินเหลือซ่อมบ้าน ฟื้นฟูอาชีพ ตั้งหลักหลังน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงงบประมาณในการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยว่า เฉพาะวันนี้มีการโอนเงินเยียวยากว่า 1,100 ล้านบาท ให้ประชาชนจำนวน 150,000ครัวเรือน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้การโอนเงินเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วแบบวันต่อวันเจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการจัดเตรียมข้อมูลจนแล้วเสร็จในช่วงเวลาประมาณ 03.00-04.00น.โดยเป็นข้อมูลจากพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ส่งมายัง ปภ.ก่อนนำมาปรับปรุงรูปแบบไฟล์ให้เข้าสู่กระบวนการของธนาคารออมสินและส่งข้อมูลต่อในเวลา 11.00น.เพื่อเริ่มโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน
อธิบดี ปภ.กล่าวอีกว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนอย่างมาก โดยเดิมตนมีกำหนดเข้ารับตำแหน่งอธิบดี ปภ.ในวันที่ 1ตุลาคม2569 แต่นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยว่าอาจเกิดรอยต่อในการทำงานระหว่างอธิบดีคนก่อนกับตน จึงให้เข้ามาปฏิบัติงานล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างบูรณาการ มีการติดตามสถานการณ์และปรับปรุงระบบการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถนำไปสั่งการและหน่วยปฏิบัติสามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว
นายนิรัตน์กล่าวอีกว่า จากเดิมที่มีความกังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมอาจยืดเยื้อนาน 1-2 เดือน แต่ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าการประสานงานและการปฏิบัติตามแผนสามารถช่วยลดระยะเวลาและความเสียหายได้ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ทุกวัน เพื่อติดตามสถานการณ์และเร่งรัดการช่วยเหลือประชาชน
สำหรับการจ่ายเงินเยียวยา อธิบดี ปภ.ระบุว่า ที่ผ่านมาบางปีเกิดน้ำท่วมถึง 3 รอบ แต่ประชาชนได้รับเงินเยียวยาล่าช้า ขณะที่ปีนี้นายกรัฐมนตรีต้องการให้ประชาชนได้รับเงินภายในหนึ่งวัน จึงได้เร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนก่อนส่งข้อมูลมายัง ปภ.โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร โดยรวมแล้วจ่ายเงินเยียวยาไป 6 ครั้ง จำนวน 2,200ล้านบาท ตั้งแต่น้ำยังไม่แห้ง ไม่ใช่น้ำแห้งไปจนถึงหน้าหนาวแล้วยังไม่ได้เงิน
เมื่อถามถึงความเพียงพอของงบประมาณในการเยียวยาผู้ประสบภัย นายนิรัตน์กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณก้อนสุดท้ายของปี2569 ไว้จำนวน 4,700ล้านบาท โดยการจ่ายเงินเยียวยาจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงของความเสียหายที่เกิดขึ้น หากพบความเสียหายมีมากกว่าวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ก็สามารถหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อเสนอขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมได้ตามข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้งบประมาณยังเพียงพอ เนื่องจากใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 2,200 ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด 4,700ล้านบาท
ด้าน ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญทั้งการช่วยเหลือในช่วงเกิดภัยและการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยเฉพาะภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายจำเป็นของทุกครัวเรือน ทั้งนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กำชับให้การเคหะแห่งชาติเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ประชาชนมีสภาพคล่องสำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือน ฟื้นฟูอาชีพ และดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัว พร้อมให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า จากการสำรวจของการเคหะแห่งชาติ พบว่ามีโครงการที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวม 66 โครงการ จำนวน 6,927 ครัวเรือน ครอบคลุมประชาชนกว่า 20,000 คน รัฐบาลจึงเดินหน้ามาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย โดยกำหนดความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.พื้นที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อยถึงปานกลาง จำนวน 44 โครงการ รวม 6,149 ครัวเรือน แบ่งเป็นผู้เช่ารายย่อย 2,382 สัญญา ได้รับการยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 2 เดือน และผู้เช่าซื้อ 3,767 สัญญา ได้รับการพักชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ประชาชนต้องเร่งฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ 2.พื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง จำนวน 22 โครงการ รวม 778 ครัวเรือน แบ่งเป็นผู้เช่ารายย่อย 156 สัญญา ได้รับการยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 4 เดือน และผู้เช่าซื้อ 622 สัญญา ได้รับการพักชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569–มกราคม 2570 เพื่อให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบหนักมีระยะเวลาฟื้นฟูบ้านเรือนและจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็นได้มากขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าเช่าหรือชำระค่าเช่าซื้อในช่วงเวลาที่ได้รับความช่วยเหลือตามเงื่อนไข
นอกจากนี้ การเคหะแห่งชาติยังออกมาตรการ ลดค่าปรับ 100% สำหรับผู้ชำระหนี้ค้างระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม–31 ธันวาคม 2569 ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของประชาชนที่มีหนี้ค้างชำระ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการลดค่าปรับ มิใช่การยกเลิกเงินต้นหรือหนี้ค้างทั้งหมด ขณะที่การพักชำระค่าเช่าซื้อเป็นการผ่อนผันการชำระเงินตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ใช่การยกหนี้ ทั้งนี้ รายละเอียดการชำระเงินภายหลังครบกำหนดพักชำระให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของการเคหะแห่งชาติ
สำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ภาษี ค่าส่วนกลาง ค่าดูแลชุมชน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรการยกเว้นค่าเช่าและพักชำระค่าเช่าซื้อในครั้งนี้ ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้เช่าในโครงการเช่าเหมาและผู้เช่าพื้นที่จัดประโยชน์ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะสัญญาและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในโครงการของการเคหะแห่งชาติและได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สามารถตรวจสอบรายชื่อโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือทั้ง 66 โครงการ ผ่าน QR Code ที่แนบในสื่อประชาสัมพันธ์ของการเคหะแห่งชาติ หรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิและเงื่อนไขการเข้าร่วมมาตรการได้ที่สำนักงานการเคหะแห่งชาติที่รับผิดชอบโครงการของตน และ Call Center การเคหะแห่งชาติ โทร.1615 เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถใช้สิทธิตามมาตรการได้อย่างเหมาะสม
รองโฆษกฯกล่าววอีกว่า แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ภาระของประชาชนไม่ได้หมดไปพร้อมกับน้ำที่ลดลง หลายครอบครัวยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ ตลอดจนการฟื้นฟูอาชีพและรายได้ การช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยในช่วงเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือทางการเงินระยะสั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูชีวิตและเศรษฐกิจของครอบครัว น้ำลดแล้ว แต่ภาระของประชาชนไม่ได้ลดลงทันที รัฐบาลจึงต้องเร่งลดรายจ่ายที่จำเป็น เพื่อให้ทุกครอบครัวมีโอกาสตั้งหลักได้เร็วที่สุด เพราะการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ไม่ใช่แค่ทำให้บ้านกลับมาอยู่ได้ แต่ต้องทำให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง รัฐบาลจะเดินหน้าประสานทุกหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

