เปิดตำนานอาถรรพ์ “ผีจะกละ” อสูรกายเดรัจฉานมนต์ดำ

ใครเคยได้ยินเรื่องเล่าผีจะกละบ้าง แล้วผีจะกละคือผีอะไร ใครอยากรู้ล้อมวงเข้ามาวันนี้ผมจะเล่าให้ฟัง
คนเฒ่าคนแก่บนยอดดอยแถบภาคเหนือเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนตอนกลางค่ำกลางคืนช่วงที่มีลมเย็นพัดโชยมาหรือยามที่หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสุนัขเห่าหอนรับกันเป็นทอดๆ ชวนให้รู้สึกวังเวง คนโบราณมักจะกำชับลูกหลานที่กำลังจะเข้านอนเสมอว่า หากคืนนี้ได้ยินเสียงแปลกๆ เหมือนเด็กทารกร้องไห้อยู่หลังบ้าน หรือเห็นเงาดำของสัตว์สี่เท้าขนาดใหญ่ปีนป่ายอยู่บนหลังคา ห้ามเปิดประตูออกไปดู ห้ามทัก และห้ามทำเสียงไล่เด็ดขาด เพราะนั่นอาจไม่ใช่แมวบ้านธรรมดา แต่มันเป็นผีจะกละ อสูรกายในร่างแมวป่าจอมฉีกกระชาก

หากย้อนกลับไปดูถึงที่มาของผีจะกละตนนี้ มันมีความแตกต่างจากผีบ้านผีเรือนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้เริ่มต้นจากวิญญาณของมนุษย์ที่ตายไปแล้ว แต่เกิดจากเดรัจฉานวิชาและคุณไสยมนต์ดำของพวกหมอผีหรือจอมขมังเวทย์สายดำในอดีต
หมอผีเหล่านี้จะทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณอันดุร้ายและหิวโหยจากป่าลึกมาสะกดลงอาคมและชุบเลี้ยงให้อยู่ในร่างของสัตว์ป่าจำพวกแมวป่า หรือเสือปลา เพื่อใช้เป็นอาวุธรับใช้ในการออกไปสืบข่าว ขโมยทรัพย์สิน หรือส่งไปทำร้ายกลืนกินศัตรูตามคำสั่ง
แต่การเลี้ยงผีจะกละนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายอันมหาศาล ผู้เลี้ยงจะต้องมีจิตที่แข็งแกร่งและต้องคอยเซ่นสรวงบูชาด้วยเลือดสดๆ อยู่เสมอ หากวันใดที่หมอผีผู้เลี้ยงเกิดจิตอ่อนแอ ทำผิดข้อห้ามของวิชาอาคม หรือควบคุมความหิวโหยของมันไม่ได้ วิชาจะเกิดอาการหลุดการควบคุม หรือของเข้าตัว ผีจะกละที่เคยเชื่อฟังจะย้อนกลับมาหักคอและฉีกกระชากตับไตไส้พุงของผู้เลี้ยงกินจนตาย
จากนั้นมันก็จะกลายเป็นผีป่าหลุดรอดออกอาละวาดหากินเองตามสัญชาตญาณดิบอย่างไม่มีสิ่งใดควบคุมได้อีกต่อไป
รูปลักษณ์ของผีจะกละยามที่ปรากฏตัวในเงามืดนั้น ชวนให้ผู้พบเห็นขวัญหนีดีฝ่อ มันจะมีร่างกายคล้ายแมวป่าตัวใหญ่ยักษ์ ผอมโซจนเห็นซี่โครง ขนสีดำสนิทหยาบกร้าน และสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อันน่าสยดสยองที่สุดคือดวงตากลมโตสีแดงก่ำเรืองแสงเหมือนโลหิต มันมีความว่องไวสูงมาก สามารถกระโดดข้ามจากหลังคาบ้านหลังหนึ่งไปยังอีกหลังหนึ่งได้อย่างเงียบเชียบโดยไม่มีเสียงฝีเท้า และมีเล็บครามที่คมกริบพร้อมที่จะขย้ำทุกสิ่งในยามค่ำคืน

ผีจะกละจะออกหากินตามบ้านเรือนและเล้าสัตว์ของชาวบ้าน ของโปรดของมันคือ เลือดสดๆ และเนื้อดิบ มันจะแอบย่องเข้าไปในเล้าเป็ด เล้าไก่ หรือคอกหมู แล้วใช้กรงเล็บตะปบฉีกเนื้อกินทั้งเป็นอย่างทารุณ บางครั้งมันก็มีพฤติกรรมเจ้าเล่ห์ โดยการแกล้งส่งเสียงร้องไห้ครวญครางคล้ายเด็กทารก หรือส่งเสียงครางเหมือนคนบาดเจ็บเพื่อหลอกล่อให้ชาวบ้านที่ใจอ่อนยอมเปิดประตูออกมาดู และนั่นคือวินาทีสุดท้ายของชีวิต
เพราะผีจะกละเป็นผีที่มีทิฐิและดุร้ายมาก หากมีใครไปจ้องตา ไปทัก หรือทำให้มันไม่พอใจ มันจะกระโดดเข้าใส่พุ่งตรงไปกระซวกคอหอยเพื่อฆ่าคนๆ นั้นในทันที

การป้องกันและปราบผีจะกละในสมัยก่อน จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะมันมีกึ่งเนื้อหนังของสัตว์ป่า อาวุธมีดหรือปืนธรรมดาไม่สามารถทำอันตรายผิวหนังที่ลงอาคมของมันได้ ชาวบ้านและพรานป่าต้องใช้กระสุนลงยันต์อาคม หรือมีดหมอควบคู่กับสวดมนต์คาถาเพื่อขับไล่ให้มันบาดเจ็บและหนีไป
และวิธีเดียวที่จะกำจัดมันได้อย่างถาวร คือการออกตามหาบ้านของหมอผีที่เป็นต้นตอผู้เลี้ยง แล้วทำลายแท่นบูชาหรือเผาศาลที่สถิตของผีนั้นทิ้งเสีย เมื่อไร้ซึ่งพลังงานควบคุม ร่างของผีจะกละก็จะแห้งเหี่ยวและสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปในที่สุด
เรื่องเล่าผีจะกละ แท้จริงไม่ใช่เป็นเรื่องเล่าที่สร้างความตื่นตาตื่นใจและสะท้อนความเชื่อเรื่องคุณไสยในอดีตเท่านั้น แต่คนโบราณซ่อนกุศโลบายและแง่คิดสำคัญไว้หลายประการ ทั้งสอนเรื่องความระมัดระวังในยามวิกาล เสียงเด็กร้องหรือเสียงประหลาดตอนดึกอาจเป็นอันตรายรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์มีพิษ โจรผู้ร้าย หรือภัยมืด การห้ามเปิดประตูสุ่มสี่สุ่มห้าคือการสอนให้รู้จักป้องกันตัวและมีสติ
สอนเรื่องการไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ เสียงร้องที่ชวนให้ใจอ่อนเช่นเสียงเด็ก เปรียบเสมือนเล่ห์เหลี่ยมของคนหรือภัยสังคมที่ชอบใช้ความสงสารมาล่อลวง

และเตือนใจเรื่องกฎแห่งกรรมที่ผีจะกละย้อนกลับไปทำร้ายหมอผีผู้เลี้ยง ถือเป็นกุศโลบายสอนใจว่า การคิดร้าย ทำร้ายผู้อื่น หรือเล่นกับของต่ำ ความโลภ ความโกรธ สุดท้ายแล้วผลกรรมนั้นจะย้อนกลับมาทำลายตัวผู้สร้างเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

