บทบรรณาธิการ : 15 ตุลาคม 2569

อนาคตประกันสังคม คณิตศาสตร์ประกันภัย ต้องเหนือคณิตศาสตร์การเมือง
การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน โดยทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับคะแนนนำทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง จากผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่สำนักงานประกันสังคมรายงานครบทุกหน่วยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกันตนคาดหวังจะเกิดขึ้นจริงเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับการรับรองผล อำนาจตามกฎหมาย และความเป็นไปได้ทางการเงินของแต่ละนโยบาย
การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ991,415 คน จากฐานผู้ประกันตนทั้งระบบที่มีประมาณ 24.87 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 4% เท่านั้น ขณะที่เมื่อรวมฝ่ายนายจ้าง มีผู้ใช้สิทธิทั้งหมด 1,003,615 คน จำนวนผู้ประกันตนที่ออกมาใช้สิทธิเพิ่มขึ้น 533% เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 150,000 คน สะท้อนความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแต่ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ประกันตนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้
ผลคะแนนจึงเป็นทั้งโอกาสและความรับผิดชอบของทีมที่ได้รับเลือก โอกาสในการผลักดันการปฏิรูป และความรับผิดชอบที่จะต้องพิสูจน์ว่า นโยบายที่หาเสียงไว้สามารถสร้างประโยชน์แก่ผู้ประกันตนในวงกว้างได้จริง ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่ออกมาใช้สิทธิ
โจทย์ใหญ่ของประกันสังคมก้าวหน้าอยู่ที่การนำชุดนโยบาย 77 ข้อไปปฏิบัติ โดยเฉพาะนโยบายด้านบำนาญและสวัสดิการ การปรับปรุงการบริหารกองทุน และการเพิ่มความโปร่งใส หนึ่งในข้อเสนอคือจำกัดงบบริหารสำนักงานไว้ไม่เกิน 3% ของรายรับ จากกรอบเดิมที่ระบุว่าไม่เกิน 10% รวมถึงข้อเสนอเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกันตนที่เลื่อนรับบำนาญหลังอายุ 60 ปี
นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง แต่การประกาศว่าจะทำได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่ได้หมายความว่าจะดำเนินการได้โดยอัตโนมัติ เพราะกองทุนประกันสังคมไม่ใช่งบประมาณที่สามารถกำหนดรายจ่ายตามความต้องการได้โดยไม่คำนึงถึงภาระผูกพันในอนาคต
สิ่งที่ต้องนำมาประกบกันคือ “คณิตศาสตร์ประกันภัย” ซึ่งคำนวณรายรับจากเงินสมทบ ผลตอบแทนการลงทุน ภาระการจ่ายสิทธิประโยชน์ อายุขัย และจำนวนผู้รับบำนาญในอนาคต กับ “คณิตศาสตร์การเมือง” ที่ต้องตอบสนองความคาดหวังของผู้ประกันตนและแรงกดดันจากนโยบายที่ประกาศไว้
หากคณิตศาสตร์การเมืองเดินนำหน้าคณิตศาสตร์ประกันภัย การเพิ่มสิทธิประโยชน์ในวันนี้อาจกลายเป็นภาระของผู้ประกันตนรุ่นต่อไป แต่หากใช้ความยั่งยืนทางการเงินเป็นเหตุผลปฏิเสธการปรับปรุงทุกเรื่อง กองทุนก็อาจไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นของสมาชิกได้เช่นกัน ความท้าทายจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างสิทธิประโยชน์ที่เพียงพอและความสามารถในการจ่ายระยะยาว
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนผู้ส่งเงินสมทบกับจำนวนผู้รับสิทธิชราภาพ เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น ระยะเวลาที่กองทุนต้องจ่ายบำนาญย่อมมีโอกาสยาวนานขึ้น ขณะที่อัตราเกิดต่ำและกำลังแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอาจจำกัดการเติบโตของฐานเงินสมทบ
บทเรียนจากต่างประเทศจึงมีความสำคัญ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า ประเทศสมาชิกประมาณสองในสามมีกลไกปรับระบบบำนาญให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรและการเงิน เช่น การเชื่อมอายุเกษียณกับอายุขัย การปรับสิทธิประโยชน์ตามภาระของระบบ หรือการใช้กลไกตรวจสอบสมดุลทางการเงินในระยะยาว
กองทุนประกันสังคมเป็นหลักประกันของคนทำงานหลายสิบล้านคน ไม่ใช่เครื่องมือสร้างผลงานทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บอร์ดชุดใหม่จึงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ได้รับความคาดหวัง
จากผลเลือกตั้ง สามารถเดินไปพร้อมกับความโปร่งใส ความเป็นธรรมระหว่างคนต่างรุ่นและความมั่นคงของกองทุนในระยะยาวได้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนข้อเสนอที่ทำได้ในช่วงต้นวาระแต่วัดจากการที่ผู้ประกันตนยังได้รับสิทธิประโยชน์อย่างมั่นคง เมื่อถึงวันที่พวกเขาต้องพึ่งพากองทุนแห่งนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

