คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

‘บอร์ดประกันสังคมสีส้ม’ ปมขัดแย้งและมหันตภัย อย่าเสี่ยงซ้ำรอย ‘แชร์ลูกโซ่’ ?
ว่าที่บอร์ดประกันสังคม ที่มีผู้แทนฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง สีส้มกวาดเรียบ
(มีคนออกมาใช้สิทธิลงคะแนนรวม 1 ล้านคนเศษ จากจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด 24 ล้านคนเศษ)
สำหรับฝั่งผู้แทนนายจ้างสีส้ม ก็ปรากฏว่า มีแต่ผู้ประกอบการรายเล็ก เมื่อต้องกำกับดูแลการจัดการกองทุนมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ที่มาจากเงินสมทบของนายจ้าง (เอกชนรายใหญ่ก็จ่ายมากตามจำนวนลูกจ้าง) ผู้ประกันตน และภาครัฐ เป็นประเด็นที่น่าติดตามต่อจากนี้
ความเสี่ยงทางนโยบายที่มุ่งจะประชานิยม เพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในระยะสั้น เพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มสีส้มและ “ประเด็นขัดแย้งเชิงผลประโยชน์” จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมที่ผู้ประกันตนทั้งหมดกว่า 24 ล้านคน ฝากชีวิตเอาไว้
1. รายชื่อว่าที่บอร์ดประกันสังคมฝั่งนายจ้างทั้ง 7 คน กลุ่มสีส้ม ดังนี้
(1) น.ส.ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ (หมายเลข 064) เป็นพี่สาวแท้ๆ ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน)
ธุรกิจที่บริหาร: บริษัท ปารมิตา พลัส จำกัด
ผลประกอบการล่าสุด (อ้างอิงงบการเงินปี 2564–2566)
ปี 2564: รายได้ 67.17 ล้านบาท (ขาดทุนสุทธิ 13.22 ล้านบาท)
ปี 2565: รายได้ 64.22 ล้านบาท (กำไรสุทธิ 25.21 ล้านบาท)
ปี 2566: รายได้ 13.34 ล้านบาท (กำไรสุทธิ 2.60 แสนบาท)
(2) นายรัตนสิทธิ สุภาภรณ์ (หมายเลข 065)
ธุรกิจที่บริหาร: ห้างหุ้นส่วนจำกัด กู๊ดบาริสต้า แอนด์ คอฟฟี่บีนส์ (ธุรกิจร้านกาแฟ/วัตถุดิบกาแฟ)
ผลประกอบการล่าสุด (อ้างอิงงบการเงินปี 2566–2568)
ปี 2566: รายได้ 1.55 ล้านบาท (ขาดทุนสุทธิ 17,257 บาท)
ปี 2567: รายได้ 4.69 ล้านบาท (กำไรสุทธิ 3.31 แสนบาท)
ปี 2568: รายได้ 4.74 ล้านบาท (กำไรสุทธิ 3.49 แสนบาท)
ที่เหลือรวม 7 คน ได้แก่ นายกฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ (ผู้บริหารธุรกิจบริการอาหารและภัตตาคาร), นายกฤตวิทย์ หริมเทพาธิป (ค่ายภาพยนตร์อิสระและ Documentary Club) ได้รับงานจากไทยพีบีเอส รวมกว่า 20 ล้านบาท,นางสุโขทัย หัตถะรัชต์ (ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม), นายอดิศร เกิดมงคล (นักกิจกรรมด้านแรงงานจากมูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี) และ น.ส.ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร (ผู้บริหารธุรกิจไวน์และคอมมิวนิตี้มอลล์)
ธุรกิจของว่าที่บอร์ดประกันสังคมฝั่งนายจ้างชุดนี้ เป็นธุรกิจขนาดเล็ก
มีกำไรสุทธิไม่ได้สูงมาก รายที่กำไรเยอะก็เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภาครัฐ
หลายรายบริหารธุรกิจตนเองยังขาดทุนด้วยซ้ำ
2. ปมขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ นายจ้างรายเล็ก กับนายจ้างรายใหญ่
ต้องติดตามว่า บอร์ดประกันสังคมที่ถูกยึดกุมโดยตัวแทนนายจ้างที่เป็นรายเล็กทั้งหมด จะมีนโยบายมาตรการอะไร ที่กระทบกับต้นทุนประกอบการของนายจ้างรายใหญ่ที่ดูแลรับผิดชอบแรงงานเป็นพันเป็นหมื่นคนต่อราย เพื่อให้เกิดคะแนนนิยมทางการเมืองและเครือข่ายของตน หรือไม่?
ผู้ประกอบการรายเล็กมักมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศสูง ทำให้อาจมีแนวโน้มสนับสนุนให้กองทุนประกันสังคมเข้าไป “อุ้ม” หรือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
ปัญหาสวัสดิการในบริษัทรายใหญ่มักมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือประกันสุขภาพกลุ่มแยกต่างหากอยู่แล้ว ต่างจากบริษัทรายเล็กที่พึ่งพาระบบประกันสังคมเป็นหลัก จึงคาดหวัง “ประกันสังคม” สวัสดิการครอบคลุม บอร์ดรายเล็กจะมุ่งเน้นการขยายสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่จับต้องได้ทันที (เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล, ทันตกรรม, เงินชดเชยการว่างงาน) ซึ่งอาจทำให้เกิดความตึงตัวของงบประมาณกองทุน ต่างจากกลุ่มทุนใหญ่ที่อาจอยากให้เน้นการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์เชิงโครงสร้างหรือบำนาญชราภาพ เน้นความมั่นคงยั่งยืนระยะยาวมากกว่า
จะเกิดความขัดแย้งโดยตรงกับกลุ่มข้าราชการประจำหรือไม่ เพราะภาครัฐก็จ่ายเงินสมทบด้วย และถ้ากองทุนมีปัญหา ผลกระทบจะรุนแรงต่อเศรษฐกิจและชีวิตผู้ประกันตน ซึ่งไม่พ้นที่รัฐบาลต้องเข้ามาดูแล
3. “ประชานิยมขยายสิทธิ” หรือกำลังเร่งเวลาให้ระบบล่มสลายคล้ายแชร์ลูกโซ่?
คุณณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม วิเคราะห์น่าคิดตาม ว่าด้วยเรื่อง “ถอดรหัสนโยบายประกันสังคม: “ประชานิยมขยายสิทธิ”หรือกำลังเร่งเวลาให้ระบบล่มสลายคล้ายแชร์ลูกโซ่?” ระบุว่า
“....กระแสข้อถกเถียงเรื่องนโยบายประกันสังคม ทั้งการขยายสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มและการเปิดให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งและเข้ามานั่งในบอร์ดบริหาร กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในมิติความมั่นคงและวินัยการเงินการคลัง
ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะไม่อาจมองเพียงภาพฝันของสวัสดิการ แต่ต้องกล้าพูดความจริงเชิงโครงสร้างและตัวเลขคณิตศาสตร์ประกันภัยที่กำลังนำพากองทุนไปสู่จุดวิกฤต
ความจริงที่ต้องยอมรับเป็นจุดเริ่มต้น คือ ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมของไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างระดับวิกฤตอยู่แล้ว การประเมินสถานะกองทุนและผลกระทบของนโยบายชุดนี้จึงจำเป็นต้องเจาะลึกผ่าน 4 มิติสำคัญ :
1. วิกฤตเดิมของกองทุน: เดินหน้าสู่ภาวะถังแตกอยู่แล้ว
รายงานคณิตศาสตร์ประกันภัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสถาบันวิจัยชั้นนำประเมินภาพตรงกันว่า ภายใต้โครงสร้างประชากรและกติกาเดิม:
ปี 2577-2580: รายจ่ายบำนาญจะเริ่มแซงหน้ารายรับเงินสมทบ กระแสเงินสดสุทธิจะเริ่มติดลบ
ปี 2594-2598: หากไม่มีการปฏิรูปใดๆ เงินสะสมในกองทุนชราภาพจะหมดลงเกลี้ยง (Fund Depletion)
นั่นหมายความว่า หากปล่อยไว้ตามปกติ คนทำงานรุ่นปัจจุบันที่อายุต่ำกว่า 35 ปี เสี่ยงที่จะส่งเงินสมทบฟรีและไม่เหลือเงินบำนาญให้ใช้ในยามชราภาพอยู่แล้ว
2. นโยบายประชานิยมล้นเกิน: เสี่ยงเปลี่ยนกองทุนเป็น “แชร์ลูกโซ่ที่รอวันแตก”
เมื่อโครงสร้างเดิมมีปัญหาวิกฤต การผลักดันนโยบายที่เน้นการเร่งจ่ายเงินออก (Accelerated Outflow) แต่กลับลดทอนผลตอบแทนเงินเข้า (Reduced Yield) จะยิ่งซ้ำเติมระบบให้พังทลายเร็วขึ้น:
วิกฤตพีระมิดประชากรกลับหัว: ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด เด็กเกิดใหม่ลดต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี ฐานคนทำงานที่จ่ายเงินสมทบหดตัวลงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่รอรับเงินบำนาญ
คนแก่ก่อนได้ก่อน คนรุ่นหลังไม่เหลืออะไร: การโหมแจกสวัสดิการเพิ่มรอบทิศ (ค่าคลอดบุตรไม่จำกัดครั้ง, เงินเลี้ยงดูบุตร, ทันตกรรม 17,500 บาท, เงินชดเชยว่างงานยาวนาน 9 เดือน)
พฤติกรรมนี้ทำงานไม่ต่างจาก “แชร์ลูกโซ่” ที่นำเงินของคนทำงานรุ่นใหม่ไปปรนเปรอจ่ายให้คนที่เข้ามาก่อนหรือคนรุ่นก่อนหน้าจนหมด ขณะที่คนวัยทำงาน Gen Y และ Gen Z ที่ส่งเงินสมทบทุกเดือน จะกลายเป็นผู้แบกรับภาระที่ในวัยเกษียณอาจไม่เหลือเงินบำนาญแม้แต่บาทเดียว
สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 2% (วงเงิน 5 ล้านบาท): การดึงเงินออมชราภาพมาปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อและต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล นอกจากจะสร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสมหาศาล ยังเพิ่มความเสี่ยงหนี้เสีย (Credit Risk/NPL) ซึ่งหากลูกหนี้เบี้ยวหนี้ ความเสียหายทั้งหมดจะถูกผลักไปกระทบเงินออมของคนทั้งประเทศ
3. ปมสิทธิแรงงานข้ามชาติ: อธิปไตยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมถอนเงินก้อน
ข้อเสนอเรื่องสิทธิเลือกตั้งและสิทธิการเป็นบอร์ด: ในเวทีเสวนามีการเสนอให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งและมีสิทธิเป็นกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม โดยอ้างหลักสิทธิเท่าเทียม
ข้อเท็จจริงเรื่องสิทธิประโยชน์: ปัจจุบัน แรงงานข้ามชาติที่เข้าสู่ระบบถูกต้องตามกฎหมายและส่งเงินสมทบ ได้รับสิทธิรักษาพยาบาล คลอดบุตร เจ็บป่วย และเงินชดเชยตามมาตรา 33 เท่าเทียมกับแรงงานไทยอยู่แล้ว
ข้อกังวลเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง: บอร์ดประกันสังคมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเรียกร้องสวัสดิการ แต่คือกรรมการผู้กุมอำนาจกำหนดนโยบายและบริหารจัดการเม็ดเงินลงทุนระดับชาติกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง
ตามระเบียบกระทรวงแรงงาน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครเป็นบอร์ดต้องมีสัญชาติไทย การเปิดให้อำนาจบริหารจัดการกองทุนระดับชาติและสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงสร้างความวิตกกังวลอย่างมากต่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
ช่องโหว่การไหลออกของเงินบำเหน็จ (Lump-sum Drain): แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจใช้ชีวิตบั้นปลายในไทย เมื่อหมดสัญญาหรือเดินทางกลับประเทศต้นทาง มักใช้สิทธิขอรับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเงินก้อนออกไปทั้งหมด การที่เงินก้อนไหลออกไปอย่างรวดเร็วแทนที่จะคงไว้หมุนเวียนระยะยาว จะกระทบสภาพคล่องของกองทุนที่ต้องดูแลคนไทยในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
4. ถ้าทำตามชุดนโยบายนี้ กองทุนจะอยู่ได้อีกกี่ปี?
หากมีการดำเนินนโยบายตามชุดข้อเสนอข้างต้น โดยไม่มีการเพิ่มเพดานเงินสมทบหรือแหล่งรายได้ใหม่อย่างเป็นรูปธรรม:
กระแสเงินสดสุทธิอาจเริ่มติดลบเร็วขึ้นจากเดิมปี 2577-2580 ดึงลงมาเป็น ปี 2572–2575 (ในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า)
กองทุนชราภาพอาจเผชิญภาวะเงินหมดเกลี้ยงเร็วขึ้น 10-15 ปี ซึ่งหมายความว่า กองทุนมีโอกาสล่มสลายภายในปี 2580-2585 (หรือเหลือเวลาอีกเพียง 15-20 ปีเท่านั้น)
ทางออกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืน
แยก “สิทธิการสะท้อนปัญหา” ออกจาก “อำนาจบริหารเงินทุน”: การรับฟังเสียงแรงงานข้ามชาติควรทำผ่าน “คณะอนุกรรมการหรือตัวแทนด้านสุขอนามัยและสวัสดิภาพ” โดยไม่ต้องเข้าไปแตะต้องอำนาจตัดสินใจในบอร์ดบริหารกองทุนระดับชาติ
ยึดหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยและธรรมาภิบาล: นโยบายสาธารณะต้องผ่านการประเมินผลกระทบทางการเงินระยะยาว (Actuarial Valuation Report) อย่างโปร่งใส ไม่ใช่นโยบายหาเสียงแบบประชานิยมที่ดึงเงินในอนาคตของคนรุ่นหลังมาละลายทิ้งล่วงหน้า
ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง: คุณคิดว่าในฐานะผู้ประกันตนที่ส่งเงินเข้ากองทุนทุกเดือน เราควรให้ความสำคัญกับ “การขยายสิทธิสวัสดิการทันที” หรือ “ความอยู่รอดของเงินบำนาญในวัยเกษียณ” มากกว่ากัน?...” - ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย.... ถ้าเกิดว่า... คนแก่ก่อนได้ก่อน คนรุ่นหลังไม่เหลืออะไร การโหมแจกสวัสดิการเพิ่มรอบทิศ พฤติกรรมนี้ทำงานไม่ต่างจาก “แชร์ลูกโซ่” จ่ายให้คนที่เข้ามาก่อน แต่คนเกษียณทีหลังอาจไม่เหลือเงินบำนาญแม้แต่บาทเดียว ?
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

