3สมาคมท้องถิ่นชน‘กสถ.’ โกงสอบเดือด ยึกยักปลด5,925คน

3สมาคมท้องถิ่นชน‘กสถ.’
โกงสอบเดือด
ยึกยักปลด5,925คน
อ้างขอหลักฐานชัดๆ
เตือนบัญชีใหม่มั่วอีก
โกงสอบ ขรก.ท้องถิ่นยังอลเวง 3 สมาคมท้องถิ่น เปิดแถลงข่าวจี้ สถ.ส่งหลักฐานทุจริตที่ชัดเจน ก่อนเพิกถอน หวั่นถูกฟ้องขณะเดียวกันแนะเลื่อนบรรจุขรก.ทดแทนตามบัญชีใหม่ หวั่นที่ไปที่มาไม่โปร่งใสขอให้ทบทวนอีกครั้ง ด้าน มท.4 การันตี เทศบาล –อบจ.เพิกถอนขรก.สีเทาไปได้เลยเพราะจะแนบจดหมายการโกงไปให้ด้วย ทั้งเตรียมทีมกฎหมายไว้ดูแล
เมื่อวันที่ 18สิงหาคม2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเพิกถอนทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ตอนนี้ได้ส่งรายชื่อให้กับทุกจังหวัดเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะประชุม ก.จังหวัด และจะส่งข้อมูลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ได้รับบรรจุ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำความเข้าใจกับผู้บริหารท้องถิ่น ที่ไม่ลงนามรับผิดชอบในการปลดออกอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ท้องถิ่นไม่ได้ดำเนินการโดยพลการอยู่แล้ว แต่ทำตามข้อมูลและหลักฐานที่ทีมดำเนินการตรวจสอบและส่งข้อมูลไปให้ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้เน้นย้ำไปเรียบร้อยแล้วว่า การส่งข้อมูลต้องไปพร้อมกับพยานหลักฐาน เพื่อให้เจ้าตัวหรือผู้บริหารท้องถิ่นเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกคนจะได้สบายใจ ขณะเกียวกัน ทางอธิบดี สถ.จะประสานงานพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวต่อไป
จัดทีมกม.ไว้รองรับ
เมื่อถามย้ำว่า หากส่วนกลางให้ความมั่นใจไปแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการจะมีมาตรการอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ที่จริงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่การโยนภาระหรือเผือกร้อน แต่เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่ว่า ใครสามารถทำอะไรได้ตามกฎหมาย และส่วนกลางอยากทำให้เสร็จทั้งหมด แต่ด้วยขอบเขตกฎหมายและอำนาจของแต่ละคนที่แตกต่างกันจึงต้องดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องมีกรอบเวลาในการดำเนินการหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เราวางกรอบไว้ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนนี้ก.จังหวัดหลายที่จะมีการประชุมใน 1-2 วัน
เมื่อถามว่า นายก อบจ.ลำพูน มีความกังวลในหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนรายชื่อ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจ ไม่มีใครอยากทำอะไรพวกนี้อยู่แล้ว แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินการ โดยเริ่มจากฐานข้อเท็จจริงว่า เรื่องนี้เกิดอะไรขึ้น และบุคคลเหล่านี้มีที่มาของคะแนนที่ผิดปกติ และปัจจุบันพิสูจน์ทราบได้แล้ว ว่าแต่ละคนคะแนนเป็นอย่างไร มีคะแนนเดิมเท่าไหร่ ที่ประกาศออกมาเท่าไหร่ ให้เริ่มต้นจากตรงนี้มากกว่า และอยากให้ทุกคนโฟกัสที่ข้อเท็จจริงมากกว่าอย่างอื่น
ทุกอย่างยึดข้อเท็จจริง
เมื่อถามย้ำว่า หากผู้บริหารท้องถิ่นไม่ทำ จะถือว่า มีความผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ต้องไปดูกันต่อ และที่จริงควรต้องทำ โดยมี สถ.เป็นพนักพิงหลังและสนับสนุนข้อมูลให้ รวมถึงเตรียมฝ่ายกฎหมายไว้เช่นเดียวกัน ยืนยันว่า ทุกอย่างจะอยู่บนข้อเท็จจริง และบนกระดาษคำตอบก็มีชื่อและลายเซ็นของแต่ละคนอยู่แล้ว ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาได้เปิดให้คนที่ประสงค์จะดูคะแนนสอบเข้ามาดูได้ และมีเข้ามาดูหลายคนโดยที่ไม่มีข้อติดใจอะไร
เมื่อถามถึงกรณีสมาคมท้องถิ่นนัดแถลงการณ์เรื่องปัญหาการเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า รับทราบ ว่าจะมีการประชุมกันวันนี้ และที่จริงทางอธิบดี สถ.ได้ไปพูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว ตนเข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ต้องทำ
สมาคมท้องถิ่นออกโรง
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า จากกรณีที่ทางคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) มีมติยึดตามข้อเสนอของ กสถ. สั่งเดินหน้าเอาผิดและเพิกถอนการบรรจุบุคคลที่มีความผิดปกติทางคะแนนสอบข้าราชการท้องถิ่นรวม 5,925 ราย โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นั้น
ล่าสุดบ่ายวันเดียวกัน ที่ห้องประชุมใหญ่ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย โดยมี 3 สมาคม สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และ สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวในประเด็นดังกล่าว
โดยดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย กล่าวว่าในกรณีที่เกิดขึ้นนั้นผู้ที่ถูกเพิกถอนบัญชีและเห็นว่าตนเองได้รับคะแนนมาด้วยความบริสุทธิ์ สามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตนเองได้ โดยในกระบวนการฟ้องร้องอาจมีผู้บริหารท้องถิ่นเป็นจำเลยที่ 1 ก.จังหวัดเป็นจำเลยที่ 2 และ ก.กลางเป็นจำเลยที่ 3 ตามรายละเอียดและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ท้องถิ่นไม่ได้จัดสอบเอง
ซึ่งทั้ง 3 สมาคมฯ พร้อมให้กำลังใจทั้งผู้ที่ถูกเพิกถอนบัญชีและผู้บริหารท้องถิ่นที่ต้องดำเนินการตามคำสั่ง เนื่องจากผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้เป็นผู้จัดสอบหรือเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหา แต่กลับต้องเป็นผู้ดำเนินการเพิกถอนผู้ที่เข้ามาปฏิบัติงานแล้ว โดยบางรายทำงานมาแล้วประมาณ 5-6 เดือนและมีผลการปฏิบัติงานที่ดี ทำให้การเพิกถอนสร้างความหนักใจแก่ผู้บริหารท้องถิ่นอย่างมาก
ข้อมูลคะแนนผิดพลาด
ทั้งนี้การเพิกถอนบัญชีครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้สอบแข่งขันได้มีการทุจริต แต่เป็นการเพิกถอนจากปัญหาความผิดพลาดด้านข้อมูลและคะแนน ขณะที่ประเด็นการทุจริตยังมีกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงสามารถใช้สิทธิของตนเองตามกระบวนการทางกฎหมาย ขณะที่ผู้บริหารท้องถิ่นก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับดังนั้นทางทั้ง 3 สมาคมฯจึงได้ออกแถลงการณ์เป็นประเด็นดังนี้ ดังนี้
- นายก อปท. ต้องรับผิดชอบโดยตรง นายก อปท. ไม่ว่าจะเป็นระดับใดคือผู้รับผิดชอบโดยตรงและเป็นผู้ออกคำสั่งทั้งการเพิกถอนและบรรจุ ฉะนั้น หากเหตุผล หลักฐาน ตลอดจนข้อกฎหมายไม่มีความชัดเจน นายก อปท. จะกลายเป็นบุคคลแรกที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย
- อปท. มีสถานะเป็นนิติบุคคล อปท. แต่ละแห่งมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง ดังนั้น จะไปอ้างแค่ความเห็นของ กสถ. หรือ ก.กลาง โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมาประกอบการพิจารณารองรับไม่ได้เด็ดขาด
ขอหลักฐานการทุจริต
- สมาคมต้องการหลักฐานการทุจริตที่ชัดเจน: อปท. อยากได้หลักฐานที่ชัดเจนว่า ผู้สอบผ่านเดิมที่ถูกระบุว่ามีการแก้ไขคะแนน มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการทุจริต อย่างน้อยที่สุดควรแนบหลักฐานการแก้ไขคะแนนมาด้วย เพราะบางคนอาจตกเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้งก็ได้ แต่แนวปฏิบัติของ กสถ. และ ก.กลาง ในปัจจุบัน คือการส่งแค่รายชื่อมาแล้วให้ อปท. ปฏิบัติตามทันที ซึ่งสร้างความไม่ชัดเจนและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหรือโต้แย้งทางกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ที่สอบแข่งขันโดยบริสุทธิ์แต่มีรายชื่อในกลุ่มทุจริตจะดำเนินการอย่างไร
ห่วงรายชื่อใหม่ไม่โปร่งใส
- การประกาศบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันโดยเรียงลำดับใหม่ จะเชื่อได้อย่างไรว่ามีความโปร่งใสบริสุทธิ์ ยุติธรรม ในขบวนการจัดทำบัญชีใหม่ จนกระทั่งประกาศบัญชีใหม่ เพื่อให้ กสถ. มีความรอบครอบมิให้เกิดปัญหาซ้ำอีกควรชะลอเรียกใช้บัญชีใหม่ก่อน จนกว่าจะมีความชัดเจน
ดังนั้น 3 สมาคม อปท.แห่งประเทศไทย จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก.กลาง ได้ให้ข้อมูลหลักฐานและขบวนการเรียงลำดับบัญชีใหม่ให้มีความโปร่งใส โดยมีขบวนการที่ชัดเจนและรักษาผู้ที่สอบได้ด้วยความบริสุทธิ์ ส่วนใครทุจริตก็ดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุด

