คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘ไทยพีบีเอส’สื่ออิสระที่ต้องตรวจสอบได้
ปัญหา“ไทยพีบีเอส”ที่ตกเป็นข่าวกระฉ่อนอยู่ในเวลานี้นั้น ต้องไม่สับสนหลงไปกับข่าวที่ฝ่ายสนับสนุน“ไทยพีบีเอส”รวมทั้งคนใน“ไทยพีบีเอส”ซึ่งพยายามจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ระหว่าง “ความเป็นสื่ออิสระ”กับ“การบริหารจัดการเรื่องเงินงบประมาณที่โปร่งใส” ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เรื่องที่เกิดขึ้นจนบานปลายกลายเป็นปัญหาให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สืบเนื่องมาจากเพราะมีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อให้การจัดสรรเงินงบประมาณของ “ไทยพีบีเอส” ที่เคยได้รับตรงจาก“ภาษีบาป”ปีละไม่เกิน 2 พันล้านบาท เปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
“ฝี”เริ่มแตกจากตรงนี้ เมื่อความจริงปรากฏว่า การใช้จ่ายเงินงบประมาณของ“ไทยพีบีเอส”ในแต่ละปีใช้จ่ายกันอย่างฟุ่มเฟือย เช่น จ้างอดีตผู้อำนวยการข่าวมาเป็น“โค้ช”ติวเข้มเรื่องข่าวเดือนละ 1 แสนบาท, จ้าง“อดีตผู้อำนวยการข่าวไทยพีบีเอส” คือ นายเทพชัย หย่อง มาเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กินเงินเดือนเดือนละ 2.7 แสนบาทต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี และเจ้าตัวเพิ่งประกาศบอกเลิกสัญญาจ้างที่จะครบในวันที่ 31 ธันวาคม สิ้นปีนี้โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเดือนหน้าเป็นต้นไป และรวมทั้งการใช้จ่ายที่เกินตัว อาทิ การจัดซื้อพัสดุและครุภัณฑ์ราคาสูง เป็นต้นว่า เก้าอี้ตัวละ 9 หมื่นบาท รวมทั้งโซฟานำเข้า และพรมราคาแพง
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ“สตง.”ได้แถลงผลการตรวจสอบ“ไทยพีบีเอส”อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยพบว่า มีประเด็นความไม่โปร่งใสและข้อบกพร่องสำคัญหลายรายการ เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของ“ไทยพีบีเอส” ในช่วงปีงบประมาณ 2565-2568 รวมวงเงินสูงถึง 5,094.56 ล้านบาท โดยตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์บางส่วนไม่สามารถสะท้อนความสำเร็จของการดำเนินงานได้จริง และนอกจากนั้น ยังตรวจพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบถึง 3 ประเด็น
ประเด็นแรก การจ้างผลิตรายการข่าว“เจาะย่อโลก”ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงจากบริษัท“พีเอ็นวาย โปรดักส์ชั่น จำกัด” โดยได้รับการว่าจ้างต่อเนื่องระหว่างปี 2560–2568 โดยลักษณะงานใช้เพียงอุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต เช่น กล้อง เลนส์ และไมโครโฟน อีกทั้งไม่มีการประเมิน“เรตติ้ง” ซึ่ง สตง.เห็นว่าการจัดจ้างลักษณะดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการการแข่งขันอย่างเป็นธรรมตามกฎหมายจัดซื้อ-จัดจ้าง และกฎหมายวินัยการเงินการคลัง
ประเด็นที่สอง การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ พบว่า การเบิกจ่ายก่อนวันที่ 20 กันยายน 2567 ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับให้อำนาจเบิกจ่าย มีเพียงแนวทางบริหารภายใน ซึ่ง สตง.เห็นว่าไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายวินัยการเงินการคลัง พร้อมเสนอให้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่สาม การใช้รถส่วนกลางของผู้บริหาร“ไทยพีบีเอส” ซึ่ง สตง. พบข้อสังเกตว่าผู้บริหารบางรายได้รับค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่ง แต่ยังใช้รถส่วนกลางขณะที่“ไทยพีบีเอส”ยอมรับว่ามีระเบียบรถประจำตำแหน่ง แต่ไม่มีระเบียบการใช้รถส่วนกลางอย่างชัดเจน
เมื่อตามไปดูข้อมูลย้อนหลังจากเปิดเผยของนายธรรมสถิตย์ ผลแก้ว “สื่ออาวุโสสายการเมือง” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“Thamsathit Polkaew”เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมวานนี้ ในหัวเรื่อง“ผ่างบ‘ไทยพีบีเอส’กลืนกินภาษีบาป” พบว่า ในปี 2551 ซึ่งเป็นปีแรกที่“ไทยพีบีเอส”ก่อตั้งนั้น “ไทยพีบีเอส”มีรายได้รวม 1,190.87 ล้านบาท เทียบกับรายจ่าย 1,102.42 ล้านบาท มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายสุทธิ 87.45 ล้านบาท จากนั้นสถานะการเงินก็แข็งแกร่งต่อเนื่อง เช่น ปี 2553 มีรายได้สูงกว่ารายจ่ายสุทธิถึง 847.65 ล้านบาท และปี 2554 มีส่วนเกิน 514.63 ล้านบาท แม้จะอยู่ในช่วงย้ายไปสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ โดยสินทรัพย์รวมขยับขึ้นแตะ 5,119.54 ล้านบาท
“ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว” ระบุว่า “ ปี 2557 ต้นทุนการจัดหาและผลิตรายการของ“ไทยพีบีเอส”อยู่ที่ 571.40 ล้านบาท ส่วนภาระด้านบุคลากรและค่าตอบแทนพนักงานเพิ่มเป็น 506.64 ล้านบาท สะท้อนแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายบุคลากรค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นสวนทางกับเพดานรายได้ที่ไม่ขยับ แต่จุดที่น่าตกใจที่สุดปรากฏในปี 2565 เมื่องบบุคลากรพุ่งทะยานขึ้นไปแตะ 736.99 ล้านบาท และงบจัดหาผลิตรายการพุ่งสู่ 1,165.82 ล้านบาท เมื่อนำสองรายการนี้มารวมกันจะสูงถึงราว 1,902.81 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกือบเท่ากับเพดานรายได้สูงสุด 2,000 ล้านบาท ที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งก้อน พูดง่ายๆ คือ ลำพังแค่ค่าจ้างคนและค่าผลิตคอนเทนต์สองรายการ ก็แทบจะกินเงินอุดหนุนสูงสุดที่องค์การพึงมีจนหมด โดยยังไม่นับรวมรายจ่ายด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน และค่าดำเนินการอื่นๆ”
อีก 2 ย่อหน้าถัดจากนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ “ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว” สื่ออาวุโสมืออาชีพได้ไปขุดคุ้ยและนำมาเสนอผ่านเฟซบุ๊ก
“เมื่อเทียบระยะห่างจากปี 2554 ถึงปี 2565 จะพบว่างบค่าตอบแทนบุคลากรเพิ่มขึ้นจาก 414.25 เป็น 736.99 ล้านบาท หรือโตขึ้นเกือบ 78 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งบผลิตรายการเพิ่มจาก 641.85 เป็น 1,165.82 ล้านบาท หรือโตขึ้นราว 82 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน สวนทางกับรายได้หลักจากเงินบำรุงองค์กรที่แทบไม่ขยับ เพราะติดเพดานกฎหมาย นี่คือภาพของ ‘กรรไกรทางการเงิน’ ที่ด้านรายจ่ายบานออกต่อเนื่อง แต่ด้านรายได้ถูกตรึงแน่น”
“ปี 2564 จุดเปลี่ยนสู่ตัวแดง, ผลจากแรงกดดันด้านรายจ่ายข้างต้น ทำให้จุดพลิกเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อไทยพีบีเอส เริ่มขาดดุลเป็นครั้งแรกที่ -155.25 ล้านบาท โดยในปีนั้นรายจ่ายผลิตรายการและค่าตอบแทนบุคลากรรวมกันพุ่งสูงถึง 2,826.95 ล้านบาท ท่ามกลางการเริ่มลงทุนด้านไอทีและระบบคลาวด์ อาการทรุดหนักชัดเจนขึ้นในปี 2565 เมื่อค่าใช้จ่ายรวมพุ่งทะยานถึง 2,915.21 ล้านบาท ซึ่งมีงบบุคลากร 736.99 ล้านบาท และงบผลิตรายการ 1,165.82 ล้านบาท เป็นองค์ประกอบหลัก ส่งผลให้การดำเนินงานติดลบเป็นประวัติการณ์ที่ -251.86 ล้านบาท ก่อนจะขาดดุลต่อเนื่องในปี 2566 ที่ -275.60 ล้านบาท จากรายจ่ายเชิงไอทีและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังโตไม่หยุด และปี 2567 ที่ -177.90 ล้านบาท”
ภาพโดยสรุป ก็คือ เมื่อรวมผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี ระหว่างปี 2565-2567 “ไทยพีบีเอส”ขาดดุลสะสมสุทธิถึง 705.30 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการใช้จ่ายอย่าง“มือเติบ”กับเงิน“ภาษีบาป”ที่ได้มาง่ายๆ ปีละ 2 พันล้านบาท โดยไม่ต้องออกแรงวิ่งหาโฆษณาเหมือนสถานีโทรทัศน์“อิสระเอกชน”ช่องอื่นๆ และสำคัญที่สุด “ไทยพีบีเอส”มีพนักงานและบุคลากรมากกว่า 1,300 คน กลับต้องไปจ้างและซื้อรายการจาก“คนนอก”
ดังนั้น “ความเป็นสื่ออิสระ”ของ“ไทยพีบีเอส” กับความ“โปร่งใส”ในการใช้เงินงบประมาณที่ขาด“ธรรมาภิบาล”ของผู้บริหาร“ไทยพีบีเอส” จึงเป็นคนละเรื่องกัน และฝ่ายที่ออกมาหนุน“ไทยพีบีเอส”เช่น “271 นักวิชาการอิสระเพื่อสังคม” ก็ไม่ควรสร้างกระแสในทางที่จะทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ว่า“การป้องกันตรวจสอบการบริหารจัดการภายใน”ของ“ไทยพีบีเอส”เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน เป็นเรื่องเดียวกันกับ“ความเป็นสื่ออิสระ”
ขอย้ำ-“ความเป็นสื่ออิสระ” ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ“ไทยพีบีเอส” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

