คลินิกสิ่งแวดล้อม:16 ตุลาคม 2569

คลินิกสิ่งแวดล้อม
วิเคราะห์ความรับผิดของประกัน
กรณีความเสียหายจากน้ำ ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 5744/2534
ความรับผิด จากบริษัทประกันภัยนั้นถือเป็นความรับผิดจากสัญญาตามกฎหมายประเภทหนึ่งซึ่งสัญญานั้นจะเรียกว่ากรมธรรม์ประกันภัย
ซึ่งความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นจะต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้เอกสารเท่านั้น หากความเสียหายไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยบริษัทประกันภัยก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธได้ ดังตัวอย่างเช่นรายละเอียดข้อเท็จจริงที่ระบุไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 5744/2534 ซึ่งมีรายละเอียดข้อเท็จจริงคือฝ่ายโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย โดยโจทก์ได้ทำประกันภัยความเสียหายอาคารโรงงานไว้กับบริษัทประกันภัยคือจำเลย โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครโจทก์จึงทำ กำแพงคอนกรีตเพื่อกันน้ำท่วมและนำกระสอบทรายปิดกั้นท่อระบายน้ำ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญว่า น้ำท่วม
ที่ขังในอาคารโรงงานนั้นเป็นน้ำฝนที่ไหลจากหลังคาโรงงานล้นเข้าไปในอาคาร มิใช่กรณีน้ำฝนที่ไหลผ่านเข้าไปในสิ่งปลูกสร้างจากการชำรุดของหลังคา ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าในกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เขียนครอบคลุมถึงกรณีดังกล่าว ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5744/2534 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าเกิดฝนตกหนักน้ำฝนที่ไหลจากหลังคาของโรงงาน ลงมาในบริเวณโรงงานและไม่สามารถระบายออกไปสู่นอกโรงงานได้ เพราะโจทก์ก่อกำแพงและเอากระสอบทรายปิดกั้นท่อระบายน้ำไว้ เพื่อป้องกันมิให้น้ำภายนอกโรงงานไหลเข้ามา เนื่องจากขณะนั้นเกิดเหตุน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้น้ำฝนดังกล่าวท่วมขังอาคารโรงงานทำให้ทรัพย์สินโจทก์เสียหาย
เห็นว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากน้ำฝนที่ไหลจากหลังคาโรงงานล้นเข้าไปในอาคาร หาใช่น้ำฝนที่ไหลผ่านเข้าไปในสิ่งปลูกสร้างจากการชำรุดของหลังคาบ้าน หน้าต่างประตู วงกบประตูหน้าต่าง ช่องลม ช่อง
รับแสงสว่าง ท่อน้ำหรือรางน้ำ อีกทั้งหาใช่ความเสียหายซึ่งเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากอุบัติเหตุ จากการล้นออกมาของน้ำจากท่อน้ำ อันจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในเรื่องค่าเสียหายอีกต่อไป พิพากษายกฟ้องโจทก์
หลายท่านที่เป็นผู้เอาประกันภัยหรือกำลังจะ เข้าทำสัญญาประกันภัยหลังจากอ่านคำพิพากษาหรือบทความที่แล้วอาจจะเกิดความกังวล ดังนั้นในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือเริ่มจากกระดุมเม็ดแรก คือทำการศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยให้ละเอียด หากมีข้อความที่เป็นภาษากฎหมายหรือข้อความไม่เข้าใจ ควรจะมีที่ปรึกษากฎหมายในการให้คำแนะนำ แต่หากใช้วิธีในการสอบถามจากตัวแทนประกันภัยฝ่ายเดียว อาจจะได้ข้อมูลหรือการตีความที่ไม่ถูกต้องตามกรมธรรม์ประกันภัย และอาจจะเกิดปัญหาในการเคลมค่าเสียหายในภายหลังได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

