บทบรรณาธิการ : 17 ตุลาคม 2569

‘โง่ ห่วย เลว’ อภิปรายไม่ไว้วางใจ วัดกันที่เนื้อหา ไม่ใช่วาทกรรม
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ การเตรียมความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ในการอภิปรายรัฐบาลครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรจับตาโดยเฉพาะเมื่อ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค กล่าวสรุปแนวทางการอภิปรายด้วยถ้อยคำ 3 คำ คือ “โง่ ห่วย เลว” จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ถ้อยคำดังกล่าวรุนแรงเกินไปหรือไม่ แต่คือการเมืองไทยควรเดินไปในทิศทางใด ระหว่างการใช้วาทกรรมเพื่อสร้างความสนใจกับการนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาให้ประชาชนเห็นอย่างเป็นรูปธรรม
ในทางการเมือง ฝ่ายค้านย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีหรือการเปิดโปงความบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยง ตรงกันข้ามยิ่งเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล ผู้ทำหน้าที่อภิปรายยิ่งต้องเตรียมข้อมูลให้รอบด้าน มีหลักฐานรองรับ และสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า เหตุใดรัฐมนตรีแต่ละคนจึงควรถูกตั้งคำถามถึงความสามารถ ความรับผิดชอบ หรือความซื่อตรงในการปฏิบัติหน้าที่
ฝ่ายค้านที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำด่าทอ แต่ควรเริ่มจากข้อเท็จจริง หากรัฐมนตรีบริหารงานผิดพลาด ก็ต้องชี้ให้เห็นว่าผิดพลาดอย่างไร หากนโยบายล้มเหลว ก็ต้องแสดงผลลัพธ์และความเสียหายที่เกิดขึ้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็ต้องนำหลักฐานที่ตรวจสอบได้มาเปิดเผย พร้อมให้เหตุผลที่ชัดเจน
เมื่อข้อมูลและหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ประชาชนย่อมสามารถประเมินได้ด้วยตนเองว่า รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมีความสามารถในการบริหารงานเพียงใด ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือไม่ และมีพฤติการณ์ที่สมควรได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า “โง่ ห่วย เลว”มาตัดสินแทนประชาชน
นี่คือความแตกต่างระหว่างการเมืองที่มุ่งเอาชนะกันด้วยวาทกรรม กับการเมืองที่แข่งขันกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องลดความเข้มข้นในการตรวจสอบ แต่ควรเพิ่มความหนักแน่นของเนื้อหา เพราะคำพูดที่รุนแรงอาจเรียกความสนใจได้ในระยะสั้น ทว่า หลักฐานที่ชัดเจนต่างหากที่จะทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนักและได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
ยิ่งในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทต่อการรับรู้ของผู้คน การใช้ถ้อยคำดูหมิ่นหรือโจมตีกันด้วยอารมณ์สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว คลิปสั้นที่มีคำพูดรุนแรงอาจได้รับความสนใจมากกว่าคำอธิบายที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ขณะที่การโต้เถียงระหว่างฝ่ายการเมืองก็อาจถูกขยายให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน
หากนักการเมืองเลือกใช้วิธีดังกล่าวเป็นเครื่องมือสื่อสารจนกลายเป็นเรื่องปกติ ก็ย่อมเกิดคำถามว่าผู้ที่ควรเป็นแบบอย่างของสังคมกำลังช่วยยกระดับการสนทนาสาธารณะ หรือกำลังทำให้การด่าทอเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับมากขึ้น
การเมืองแบบมีวุฒิภาวะไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ หรือการใช้ถ้อยคำสุภาพจนไม่กล้าเปิดเผยความผิดพลาดของผู้มีอำนาจ แต่หมายถึงการกล้ายืนยันข้อเท็จจริง กล้าตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาและกล้ารับผิดชอบต่อสิ่งที่กล่าวหา การอภิปรายที่เข้มข้นจึงสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยถ้อยคำหยาบคายหรือวาทกรรมเหยียดหยามฝ่ายตรงข้าม
ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่เวทีประกวดว่า ใครจะใช้คำพูดเจ็บแสบได้มากกว่ากัน แต่เป็นเวที
ที่ฝ่ายค้านต้องแสดงให้เห็นว่าตนเองสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่ชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยข้อมูลและเหตุผล
เพราะมาตรฐานของการเมืองที่ประชาชนควรได้รับ ไม่ใช่การด่ากันให้สะใจ แต่คือการตรวจสอบให้เห็นความจริง และทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนอย่างตรงไปตรงมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

