คอลัมน์ : เวทีอิสระ

สติปัญญามนุษย์ (HI) กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัญหาคืออะไร?
สติปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence - HI) ในยุคนี้ได้นำมาซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial
Intelligence - AI) ก็เท่ากับว่า มนุษย์เป็นผู้ค้นคิดและผู้สร้างระบบและตัวจักรกล AI ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดต่อไปจึงตกอยู่ที่ฝ่ายมนุษย์เป็นหลักแม้ว่าจะเริ่มมีความกังวล หวาดกลัว ว่า AI อาจจะสามารถดำเนินการนอกกรอบคำสั่ง หรือโปรแกรม ที่มนุษย์ได้กำหนดและวางไว้ แต่ไฉนมนุษย์จะปล่อยให้ AI ออกนอกลู่นอกทางได้?
มนุษย์ผู้สร้างจะต้องป้องกันมิให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ โดยการจัดวางระบบและกลไกในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของ AI อย่างทุกขณะและต่อเนื่อง โดยจัดให้มีระบบเตือนภัยอีกด้วยว่า AI อาจจะปฏิบัติการออกนอกจากคำสั่งและโปรแกรม ซึ่งภาระรับผิดชอบหลักก็ต้องอยู่ที่ฝ่ายผู้ประดิษฐ์คิดค้นและให้บริการ (Platform provider) ซึ่ง ณ วันนี้ ก็มีทั้งของฝ่ายสหรัฐอเมริกาและจีนเป็นหลัก และจะต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด หรือดำเนินการไปด้วยกันระหว่างฝ่ายภาครัฐและฝ่ายภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัย และเพื่อให้ความอบอุ่นใจต่อฝ่ายประชาชนพลเมือง โดยเป็นเรื่องที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ และล่าสุดก็ได้มีการประชุมหารือระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับบรรดาเจ้าของเทคโนโลยี AI ผู้ให้บริการ เช่น
1.OpenAI (เจ้าของโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง ChatGPT และ GPT-4 ซึ่งเป็นผู้นำด้าน Generative AI)
2.Google / Alphabet (ผู้พัฒนาโมเดล Gemini และโครงสร้างพื้นฐาน AI ครบวงจร รวมถึงบริการ Cloud สำหรับองค์กร)
3.Microsoft (ผู้ลงทุนหลักใน OpenAI และเจ้าของบริการ Copilot รวมถึง Azure AI Platform)
4.Meta (ผู้พัฒนาโมเดลโอเพนซอร์ส (Open-source) ตระกูล Llama ที่เปิดให้องค์กรและนักพัฒนานำไปต่อยอดได้ฟรี)
5.NVIDIA (ผู้นำตลาดชิปประมวลผล (GPU) และระบบนิเวศซอฟต์แวร์ CUDA ที่เป็นหัวใจหลักในการฝึกฝน (Training) โมเดล AI ทั่วโลก)
6.AMD (ผู้ผลิตชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงอีกรายที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ AI)
7.TSMC (โรงงานผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งผลิตชิปให้ทั้ง NVIDIA และ Apple)
8.BOTNOI Group (ผู้ให้บริการพัฒนาระบบ AI และ Chatbot สัญชาติไทย ที่มีชื่อเสียง)
9.Data Wow (ผู้ให้บริการระบบ AI, Machine Learning และซอฟต์แวร์โซลูชันสำหรับองค์กรธุรกิจ)
10.AIGEN (ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้าง AI ผู้ช่วยเสมือนจริง, ระบบ OCR (อ่านเอกสาร) และ Conversational AI สำหรับธุรกิจการเงินและบริการ)
แต่ประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าที่มนุษย์กำลังเผชิญจริงๆ ก็คือ การใช้ AI ผิดประเภท หรือผิดกาลเทศะ เช่น การหลอกลวง การข่มขู่บ่อนทำลาย และการสร้างความหวาดกลัว ซึ่งเกิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์ด้วยกัน ก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องออกกฎหมาย กฎเกณฑ์กติกา เพื่อห้ามปราม ป้องกัน และลงโทษ หากไม่เชื่อฟังหรือไม่ปฏิบัติตาม ไปจนถึงการจัดตั้งหน่วยงานรัฐเพื่อสอดส่องดูแล และแจ้งเตือนประชาชนพลเมือง
แต่กฎเกณฑ์ของบ้านเมือง และการทำหน้าที่รับผิดชอบของหน่วยงานก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญและจำเป็น แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกันก็คือ เรื่องศีลธรรม (Morality) ของแต่ละผู้คนพลเมือง ที่จะต้องคิดอ่านและควบคุมตัวเองมิให้ไปในทิศทางที่มิชอบ
ควบคู่กันไปก็เป็นเรื่องของระบบจริยธรรม หรือจรรยาบรรณของแต่ละองค์กรต่างๆ ที่จะต้องเสริมสร้างการตระหนักรู้ และการบ่มเพาะให้บุคลากรในสังกัดได้ประพฤติตัวให้อยู่ในร่องในรอยไม่ทำอันตรายต่อสังคม
สรุปได้ว่า การบริหารจัดการกับ AI ต้องมีระบบควบคุม ประกอบด้วย
1.ในระดับบุคคล ว่าด้วยศีลธรรม (Morality)
2.ในระดับที่ทำงาน ว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณ
3.ในระดับรัฐบาล ว่าด้วยการออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย และ
4.ในระดับบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สร้าง AI และผู้ให้บริการ ด้วยการมีระบบควบคุมตัวเอง (Self-regulating) และระบบการติดตาม ตรวจสอบ (Monitoring) และยืนยันความถูกต้อง (Verification) เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีผู้ใดมาใช้ AI ในทางที่ผิดและเพื่อให้แน่ใจว่า AI จะปฏิบัติตาม นอกคำสั่งมิได้
ผู้เขียนเองนั้นมิได้มีความชำนาญในเรื่อง AI แต่ก็มีความสนใจในความเป็นไปเกี่ยวกับ AI และมีความคิดเบื้องต้นดังที่นำเสนอมา โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ และเป็นต้นทางของการร่วมกันคิดป้องกันการใช้ AI โดยมิชอบ และการส่งเสริมการใช้ AI กันอย่างสร้างสรรค์
นานาประเทศ องค์การระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยนโยบาย หรือคลังสมอง (Think tank) บริษัทที่ปรึกษาและสถาบันเอกชน ก็เริ่มเสนอความคิดเห็น ซึ่งฝ่ายไทยก็สามารถจะปรึกษาเปรียบเทียบและประสานงานได้
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

