'สภาไม่ใช่สาขารัฐบาล' 'พริษฐ์' จี้ 'โสภณ' หารือวิปฯ เคาะจำนวนวันซักฟอก ยัน 5 วัน สมเหตุสมผล

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผย ถึงการตรวจสอบญัตติของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี(ครม.) จำนวน 18 คน ที่ได้ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตรวจญัตติเสร็จสิ้นแล้ว เรียบร้อยตามกรอบเวลา อนุญาตให้บรรจุวาระพิจารณา และแจ้งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งรอดูว่าจะเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อเคราะกรอบเวลาเมื่อไหร่ และกำหนดวันเวลาใดในการอภิปราย
ล่าสุดวันนี้ 16 ตุลาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์สรุปอัปเดตความคืบหน้าเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่า "เห็นสื่อมวลชนสอบถามมาหลายทางเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เลยขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงในคราวเดียว:

[ สรุป: ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันเรื่องห้วงเวลา-จำนวนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ | ฝ่ายค้านยืนยัน ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการจัดสรรเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายค้านในการนำเสนอข้อกล่าวหา และสำหรับรัฐมนตรีในการชี้แจง ]
ณ เวลานี้ ยังไม่มีการหารือกันอย่างเป็นทางการ หรือการตกลงกันใดๆระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ถึง จำนวนวัน หรือ ห้วงเวลา-วันที่ ที่จะใช้สำหรับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นต่อประธานสภา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา
สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่สาขาของรัฐบาล และการกำหนดวาระหรือแนวทางการทำงานในสภา เป็นสิ่งที่ต้องหารือร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลจะกำหนดได้ด้วยตนเอง - ยิ่งเมื่อเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเป็นกลไกหลักที่ฝ่ายค้านใช้ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นญัตติที่ฝ่ายค้านย่อมรู้ดีกว่าว่าจะมีเนื้อหาที่ครอบคลุมประเด็นอะไรบ้าง ยิ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่รัฐบาลจะมากำหนดเองว่ากี่วันจะเพียงพอ หรือเอาตารางของตนเองมาบีบว่าจะมีเวลาให้ได้เพียงแค่กี่วัน
พรรคฝ่ายค้านเราเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการจัดสรรเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายค้านในการนำเสนอข้อกล่าวหา และสำหรับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงข้อกล่าวหา
เหตุผลที่เราเสนอเวลาอภิปรายไว้ 5 วัน ก็มาจากการอ้างอิงบรรทัดฐานในอดีต - หากย้อนไปดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดภายใต้ รธน. 2560 เราจะเห็นว่าทั้ง 4 ครั้งที่เป็นการอภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรีอีกหลายคนเป็นรายบุคคล (ซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมดในสมัยรัฐบาลประยุทธ์) จะมีการจัดสรรวันในการอภิปรายทั้งหมด 4 วันเต็ม (และลงมติในวันที่ 5)
- ก.พ. 2563 : อภิปรายนายกฯ & รัฐมนตรี รวมกัน 6 คน = 4 วันเต็ม (ลงมติวันที่ 5)
- ก.พ. 2564 : อภิปรายนายกฯ & รัฐมนตรี รวมกัน 10 คน = 4 วันเต็ม (ลงมติวันที่ 5)
- ส.ค.-ก.ย. 2564 : อภิปรายนายกฯ & รัฐมนตรี รวมกัน 6 คน = 4 วันเต็ม (ลงมติวันที่ 5)
- ก.ค. 2565 : อภิปรายนายกฯ & รัฐมนตรี รวมกัน 11 คน = 4 วันเต็ม (ลงมติวันที่ 5)
ดังนั้น ด้วยปริมาณข้อมูล-หลักฐานที่อยู่ในมือฝ่ายค้าน ณ เวลานี้ และด้วยการที่ครั้งนี้มีการอภิปรายนายกฯ & รัฐมนตรีเพิ่มขึ้นมารวมกันเป็น 18 คน เราจึงเห็นว่าการจัดสรรเวลา 5 วัน สำหรับการอภิปราย-ชี้แจง น่าจะมีความสมเหตุสมผล (ทางเราตระหนักดีว่าหากเสนอเวลาที่มากเกินจำเป็น เมื่อเทียบกับเนื้อหาสาระที่มีการอภิปราย ฝ่ายค้านก็จะถูกสังคมตัดสินเอง)
ในขั้นตอนถัดไป เมื่อประธานสภาตรวจญัตติเสร็จเรียบร้อย ผมเข้าใจว่าทางประธานคงจะมีการนัดประชุมหารือกันระหว่างวิปทุกฝ่าย - หากที่ประชุมดังกล่าวได้ข้อสรุปร่วมกันเรื่องจำนวนวัน-เวลา จึงจะเป็นขั้นตอนที่จะต้องหารือกับตัวแทน ครม. เป็นการต่อไป ถึงห้วงเวลา-วันที่ที่เหมาะสม"
หลังจากที่โพสต์ของ พริษฐ์ วัชรสินธุ เผยแพร่ลงมาได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เหนื่อยหน่อยนะสู้ๆ"
"เก่ง"
"ขอบคุณที่ตั้งใจทำงานเพื่อปชช ค่ะ"
"#ปชช.ต้องการให้แก้ไข/ป้องกันปัญหา #เชิงรูปธรรม(%) ทุกๆเงื่อนไข...?"
"จัดไปสัก 18 วัน วันละคนเอาให้ยับ"
"กี่วันก็ได้ อยากฟังข้อมูลที่ทำให้ประชาชนตื่นตัวค่ะ"
"สู้ๆนะครับคุณพริษฐ์"
"อย่าไปยอมมัน"
"ผมให้เดือนนึงเลย"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

