แวดวงการเงิน : 17 ตุลาคม 2569


** ก็อุตส่าห์เตือนแล้วว่ารัฐบาล “อย่าลน ตั้งสติก่อน”...กับคำว่า “เศรษฐกิจไทยเปราะบาง” ที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Annual Meetings)...เพราะจริงๆ แล้วคำๆ นี้คนในรัฐบาลเองก็พูดตั้งหลายครั้งหลายวาระ ตอนนี้อ้างความจำเป็นต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท...ก็ยังไม่ยอมหยุด “ดิ้น” กับภาวะความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย..ล่าสุดรองโฆษกรัฐบาล (ขอสงวนชื่อนามสกุล)...ยังออกมา “ขยี้” เองกับมือเรื่องอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระดับ 2%...โดยบอกว่าอย่าดูแค่ตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวแล้วตีค่าประเทศไทย...แล้วยกตัวอย่าง...ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI…ที่เติบโตตั้ง 30%...!! เอาอย่างนี้นะ..ไอ้ตัวเลข FDI ที่บอกว่าโต 30% นั่นน่ะ...เขาลงทุนในอะไร ส่วนใหญ่ใน...ดาต้าเซ็นเตอร์..ใช่ไหม ???... คำถามคือส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยแค่ไหน???...ธุรกิจนี้ซื้อหรือใช้ “ซัพพลายเชน” ที่ผลิตในประเทศไทยกี่เปอร์เซ็นต์...มีการจ้างงานคนไทยกี่คน...แต่ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชน และชีวิตคนไทยในพื้นที่ใกล้เคียง...มันหนักหนาแค่ไหนเคยคิดไหม...!! ฝาก “เสี่ยหนู”...อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี...บอกลูกน้องทีเถอะว่า “เลิกดิ้น” ได้แล้วกับการฉายภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย...ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บ...
** แวดวงการเงิน..เห็นข่าวที่..นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยในงานการแถลงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook for Asia and the Pacific) ภายในการประชุม (2026 IMF-World Bank Annual Meetings)...ซึ่งส่วนหนึ่งในรายงานระบุว่า... “ประเด็นหนี้ครัวเรือนที่ฉุดรั้งการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย และลำดับความสำคัญของนโยบายรัฐ ประเทศในภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบ “ซ้อนวิกฤต” เริ่มตั้งแต่โรคระบาดโควิด-19 การรุกรานยูเครนของรัสเซีย กำแพงภาษีการค้า และล่าสุดคือวิกฤตพลังงาน ผลที่ตามมาคือ “กันชนทางการคลัง” (Fiscal buffers) ของรัฐบาลประเทศต่างๆ ลดลงอย่างมากในการเข้าไปรับมือกับผลกระทบเหล่านี้..IMF เสนอแนะว่า ในขณะนี้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องเร่งสร้างกันชนทางการคลังขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลังที่เป็นมิตรต่อการเติบโต (Growth-friendly fiscal consolidation) โดยสามารถทำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางที่ได้รับความเดือดร้อน ผ่านการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือเป็นแบบมุ่งเป้า (Targeted support) เพื่อให้การเงินจะตกไปถึงมือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสามารถรักษาความสมบูรณ์และวินัยทางการคลังเอาไว้ได้ และควรทำภายใต้กรอบการคลังระยะกลาง ที่มีการวางแผนไว้อย่างรัดกุม ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและประชาชนต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว”...!!
เชื่อไหมว่า...หน้าของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ลอยมาเลย...!! ตอนนี้เพดานหนี้สาธารณะของไทยใกล้เต็มเพดาน..เงินในมือมีอยู่ 2 แสนล้าน (จากพ.ร.ก.กู้เงินฯ)...จะใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด...จบโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ...คนยังมีปัญหาปากท้อง...จะทนแรงกดดันจาก “ฝั่งการเมือง” อย่างไร...หากถูกกดดันให้ “แจกเงิน” อีกรอบ...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

