แสลงหู‘โง่-ห่วย-เลว’ หนูสวนปชป. พูดถึงรบ.หรือตัวเอง

แสลงหู‘โง่-ห่วย-เลว’
หนูสวนปชป.
พูดถึงรบ.หรือตัวเอง
หยันได้100เหลือแค่10
เย้ย‘ศิริโชค’แพ้เลือกตั้ง
ภราดรชี้ซักฟอก3วันพอ
“ภราดร” ยันซักฟอกแค่ 3 วัน กำลังพอดี ไม่หวั่น “กรณ์” โวมีหมัดเด็ดรัฐมนตรีพร้อมชี้แจง ด้าน “ศุภชัย” สวนเดือด พรรคไหนมีประวัติศาสตร์ “โง่-ห่วย-เลว” เกินร้อยเหลือ 20 เสียง ขณะที่ “สิริพงศ์”แจงโพสต์เดือดบ่นฟ้าบ่นฝน ไม่ได้หมายถึงใคร ชี้พฤติกรรมทำลายคนอื่น เพื่อให้ตัวเองโด่งดัง “น่ารังเกียจ” ยันเงินบริจาคภูมิใจไทยถูกกฎหมาย โต้ “ศิริโชค” ปมรัฐมนตรีลูกเทพ “กิ้งก่าได้ทอง” ย้อนถาม“คางคกอยากได้ทองบ้างไหม”
เมื่อวันที่ 16ตุลาคม2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ประสานงานฝ่ายคณะรัฐมนตรี (วิปครม.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการประสานงานจากสภาเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขณะนี้ ทางประธานสภากำลังตรวจสอบเนื้อหาในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากตรวจเสร็จแล้ว ก็จะส่งมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเรื่องบรรจุเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดวันส่งกลับไปยังสภา แต่เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่มีการประสานมายัง ครม.อย่างไรก็ตามในเรื่องของการกำหนดวันนั้นคงต้องไปหารือกับฝ่ายค้าน
รบ.ยันซักฟอก3วันเหมาะสมแล้ว
“แต่เบื้องต้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้แจ้งต่อที่ประชุมครม.ว่า ครม.จะมีช่วงว่างระหว่างวันที่ 27 -29ต.ค.เนื่องจากวันที่ 26 ต.ค.จะประชุมครม.นัดพิเศษ ขณะวันที่ 27 -29 ต.ค. ได้เตรียมไว้ให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพื่อลงมติในวันที่ 30 ต.ค. ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางไปต่างประเทศ และเมื่อกลับมาจากต่างประเทศก็จะมีงานพืชสวนโลกต่อที่จังหวัดอุดรธานี สัปดาห์หลังจากนั้นนายอนุทินยังมีภารกิจประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) ครั้งที่ 33 และประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ต่อ จึงมีช่วงเวลาให้อภิปรายในช่วง 3 วันดังกล่าว”นายภราดร ย้ำ
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายเพียง 3 วัน ไม่ให้ถึง 5 วันตามที่ฝ่ายค้านร้องขอใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า มันด้วยกรอบของเวลา แต่ระยะเวลา3วัน ตนมองว่าไม่มากไม่น้อย
ไม่หวั่น’กรณ์’โวมีหมัดเด็ดน็อครบ.
เมื่อถามว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาพูดถึงเนื้อหาการอภิปรายมากแล้ว แต่ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกจะมีหมัดเด็ดในเวทีอธิบายเพื่อน็อกรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า คงต้องรอฟังการอภิปราย ซึ่งญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอนอยู่แล้วว่ามีเพื่อกล่าวหารัฐบาล นายกฯและรัฐมนตรีอีก 17 คน หากมีข้อมูลเนื้อหาหลักฐานใดๆในการกล่าวหา ตนเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกท่านพร้อมตอบในทุกข้อกล่าวหา
นายกฯสวน’การดี’พูดเข้าตัวเอง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน ที่นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้ง 3 ปม ซักฟอกรัฐบาลบริหาร “โง่-ห่วย-เลว” โดยนายกฯ หัวเราะ และย้อนถามสื่อมวลชนว่า “เขาพูดแบบนี้เลยหรอ เขาพูดคำว่าโง่ด้วยหรือ”ก่อนที่นายกฯ จะย้อนถามผู้สื่อข่าวอีกว่า เขาพูดถึงตัวรัฐบาลหรือพูดถึงตัวเขาเอง ผู้สื่อข่าว บอกว่าเป็นสโลแกนที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอนุทิน ร้อง โอ้ย! พร้อมส่ายหน้า ก่อนกล่าวว่า คนเราพูดคำนี้ได้ก็แสดงว่า กำลังพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นมากกว่า เป็น Defense Mechanism หรือ การอ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับวาทกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นวาทกรรมของพรรคที่เคยมี 100 กว่าเสียง และเหลืออยู่ 10 กว่าเสียง ที่พูดกับพรรคที่เคยมีอยู่ 10 กว่าเสียง และขึ้นไปเป็นเกือบ 200 เสียง ก็ไม่รู้ว่าใครโง่ใครห่วยใครเลว
‘ศุภชัย’ย้อนพรรคไหนโง่-ห่วย-เลว
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า พรรคอะไร….โง่–การบริหารเศรษฐกิจช่วงวิกฤตจนเป็นหนี้ IMF 5.1 แสนล้าน และขายหนี้มูลค่า 851,000 แสนล้าน ไปในราคา 190,000 แสนล้าน ผ่าน ปรส.ประเทศชาติเสียหายอย่างมหันต์เป็นประวัติศาสตร์ จนผู้บริหาร ปรส. ติดคุกจนทุกวันนี้ ห่วย– ตลอด 30 ปีนับจากปี 2539 แพ้เลือกตั้งมาตลอด พรรคไม่เคยกลับมาชนะการเลือกตั้งทั่วไปเป็นอันดับหนึ่งอีก สาละวันเตี้ยลง จากได้เกิน 100 เหลือเพียง 20 เพราะประชาชนหมดความเชื่อถือ เลว กรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีปี 2539 ถือเอกสารอยู่แผ่นเดียว อภิปรายถือโชว์แกว่งไปมาในสภา ซึ่งต่อมามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเท็จของเอกสาร แต่ไม่มีใครเคยรับผิดชอบ ก่อนตรวจสอบผู้อื่น ควรตอบคำถามจากประวัติศาสตร์ของตัวเองให้ชัดเจนเสียก่อน!
‘สิริพงศ์’แจงโพสต์อค่บ่นฟ้าบ่นฝน
นายสิริพงศ์ อัครสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกรณีที่โพสต์ข้อความเดือดบนโซเชียลมีเดียของตนเองว่า“บางคนเคยโดดเด่น แต่เหมือนจะตายไปแล้ว วันนี้มาแจ้งเกิด โดยต้องฆ่าคนอื่น ไม่มีความดีที่ทำให้เกิดได้เหรอครับ?อย่างนี้เหมือนชื่อหนัง ฝ่านรกมาเกิด พูดเรื่องคนอื่นนะครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง”นั้นหมายถึงใครโดยนายสิริพงศ์ กล่าวว่า“บ่นฟ้าบนฝน บ่นอะไรไปเรื่อย”
ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่เชื่อมโยงเงินบริจาคของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า “ก็แล้วแต่คนโยง แต่คิดว่ากล่าวโยงได้หลายคน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคนจะคิด ส่วนตัวคิดว่าพฤติกรรมประเภทที่ทำลายคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดัง ให้ตัวเองได้เกิด เป็นพฤติกรรมที่หากพูดเบาๆ หน่อยก็ไม่เหมาะสม แต่ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็น่ารังเกียจ”
ยันบริจาคเงินเข้าพรรคเรื่องปกติ
เมื่อถาม ถึงเงินบริจาคของน.ส.สุชาดา ที่บริจาคให้พรรคภูมิใจไทย มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ตามปกติแล้วมีการบริจาคในลักษณะนี้อยู่แล้วใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า “คนที่เข้าใจก็จะเข้าใจ เพราะพรรคการเมืองบางพรรคมีข้อตกลงกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สส.หรือรัฐมนตรี ก็จะมีการบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง เพื่อใช้เป็นเงินที่ทำกิจกรรมต่างๆ ตามกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เช่น โครงการครัวภูมิใจไทยที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงน้ำท่วม แต่บางคนหรือบางพรรคอาจไม่มีกติกานี้ หรือบางพรรคก็มีกติกา แต่ก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่วงที่มีส่วนร่วม”
ใครว่าไม่บริสุทธิ์ต้องรอการพิสูจน์
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สามารถยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่าเงินที่บริจาคนั้นเป็นเงินบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีการเชื่อมโยงว่าอาจถึงขั้นยุบพรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ยืนยันว่า “เงินทุกคนที่บริจาคเข้าพรรคเป็นเงินบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกฎหมาย และใครกล่าวหาใครว่าเป็นเงินบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ก็ต้องไปพิสูจน์กัน แต่การมาทำตัวเป็นศาลเตี้ย เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ มีการตัดสินและชี้นำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ”
เมื่อถามถึงกรณีที่นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เห็นรัฐมนตรีบางคนออกมาเหน็บแนมเขา ทำให้นึกถึงคำโบราณขึ้นมาว่าเหมือนกิ้งก่าได้ทอง” นายสิริพงศ์กล่าวว่า “รัฐมนตรีลูกเทพทุกคนชนะเลือกตั้งมา และได้รับการแต่งตั้งให้มาอยู่ในคณะรัฐมนตรี ถ้าแบบนี้เรียกว่ากิ้งก่าได้ทอง ต้องถามกลับว่า แล้วคางคกล่ะ อยากได้ทองบ้างไหม ตอนนี้ทองกำลังแพงเลย”
รมต.ลูกเทพได้ดีเพราะกินบุญเก่า
นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “กิ้งก่าได้ทอง” เห็นรัฐมนตรีบางคนออกมารุมเหน็บแนมผมแล้ว ทำให้นึกถึงคำโบราณคำหนึ่งขึ้นมาทันที “กิ้งก่าได้ทอง” บางคนเกิดมาก็มีพ่อเป็นนักการเมืองใหญ่ เส้นทางสู่อำนาจจึงไม่ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนคนอื่น ยังไม่ทันได้พิสูจน์ฝีมือ ก็มีเก้าอี้รอให้นั่งแล้ว จึงไม่แปลกที่คนจะเรียกว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ”ผมไม่ได้มีปัญหากับลูกนักการเมือง แต่มีปัญหากับคนที่คิดว่าบารมีของพ่อคือความสามารถของตัวเอง บางคนได้เป็นรัฐมนตรีเพราะนามสกุล ส่วนบางคนก็ถูกกล่าวหาว่าได้เป็นรัฐมนตรีเพราะวิ่งเต้นคดีและนำเงินไปให้ผู้ใหญ่ในองค์กรอิสระเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ไม่ว่าจะได้เก้าอี้มาด้วยวิธีไหน สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้คือ เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่สมบัติส่วนตัวและอำนาจที่มีอยู่ก็ไม่ได้ทำให้ใครสูงส่งกว่าประชาชน
ส่วนผม วันนี้ถูกเรียกว่า “ทหารเกษียณอายุ” ฟังแล้วก็ยิ้มครับ ผมไม่เคยลืมกำพืดของตัวเอง ครอบครัวไม่มีใครเป็นนักการเมือง ไม่มีพ่อเป็นรัฐมนตรี ไม่มีนามสกุลที่ใช้เปิดประตูสู่อำนาจ ทุกอย่างที่เคยได้มา ต้องเดินเข้าไปด้วยขาของตัวเอง ผมเคยเป็น ส.ส.เคยทำงานกับนายกรัฐมนตรีสองคน เคยมีอำนาจ เคยมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง จึงรู้ดีว่าเสียงสรรเสริญที่ดังที่สุดในวันที่มีตำแหน่ง อาจเงียบที่สุดในวันที่หมดอำนาจ อำนาจเป็นเพียงหัวโขน ไม่ใช่เครื่องยืนยันชาติตระกูล หรือคุณค่าของคน คนที่รู้กำพืดตัวเองย่อมไม่หลงระเริงกับยศถาบรรดาศักดิ์
ได้สวมหัวโขนคิดว่าตัวเองสูงส่ง
แต่คนที่ไม่เคยสร้างอะไรด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง พอได้สวมหัวโขนก็สำคัญผิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าผู้อื่น มีรัฐมนตรีบางคนเปรียบเปรยว่าผมกำลัง “ฝ่านรกมาเกิด” ด้วยการ “ฆ่าคนอื่น” เพื่อกลับมาแจ้งเกิดทางการเมือง ผมอยากตอบสั้นๆ ว่า “ผมไม่จำเป็นต้องฝ่านรกมาเกิด เพราะผมไม่เคยตายทางการเมือง แต่ถ้าการเปิดโปงความจริงคือการพาคนลงนรก นรกนั้นก็คงมีไว้สำหรับพวกสีเทาที่กลัวแสงสว่าง” แปลกดีครับ พอถูกตรวจสอบก็ออกอาการดิ้นพล่าน ราวกับผีถูกเสกข้าวสารใส่ ทั้งที่ผมเพียงเปิดเผยข้อเท็จจริง ไม่ได้ทำพิธีไล่ผีที่ไหน ถ้าบริสุทธิ์ใจ จะร้อนรนไปทำไม? หรือที่กลัวกันนักหนา คือกลัวความจริงที่กำลังจะปรากฏ?
ผมไม่ได้มีหน้าที่รักษาเก้าอี้ให้ใคร และไม่จำเป็นต้องเงียบเพื่อรักษาความสบายใจของคนมีอำนาจ ใครเห็นว่าผมพูดผิด ก็เอาหลักฐานมาโต้ ใครเห็นว่าผมกล่าวหาเกินจริง ก็ชี้ให้เห็นว่าตรงไหน เมื่อไม่มีปัญญาตอบข้อเท็จจริง ก็หันมาเยาะเย้ยคนตั้งคำถาม แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งประจานตัวเองว่า เก้าอี้รัฐมนตรีอาจใหญ่โตเกินกว่าวุฒิภาวะของคนที่นั่งอยู่
ไม่จำเป็นต้องบอกไปต่อหรือพอแค่นี้
ผมไม่เคยดูถูกคนอายุน้อยที่ได้เป็นรัฐมนตรี บ้านเมืองต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีสติปัญญาและความสามารถ แต่ ความเป็นคนรุ่นใหม่ไม่ได้วัดกันที่อายุ และความสามารถก็ไม่ใช่มรดกตกทอดจากบิดา บารมีของพ่ออาจพาลูกขึ้นสู่ตำแหน่งได้ แต่ไม่อาจเสกสรรปัญญา วุฒิภาวะ หรือความสามารถให้ลูกได้ คนเราจะมีชาติตระกูลสูงส่งเพียงใดไม่สำคัญเท่ากับรู้จักกำพืดของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่บ่งบอกคุณค่าของคนไม่ใช่นามสกุลที่ได้รับมา แต่คือสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง ส่วนอนาคตทางการเมืองของผมจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของอนาคต ผมไม่จำเป็นต้องประกาศว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพื่อให้ใครสบายใจ วันนี้ผมทำสิ่งที่คิดว่าควรทำ เห็นเรื่องผิดปกติก็ตรวจสอบ พบหลักฐานก็นำมาเปิดเผย เพราะผมทนเห็นสภาพบ้านเมืองที่เป็นอยู่ไม่ได้ ผมอาจเป็น“ทหารเกษียณอายุ” ในสายตาพวกท่าน แต่ผมไม่ได้เกษียณจากการใช้สมอง และไม่เคยเกษียณจากความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง สุดท้ายทุกคนต้องลงจากเก้าอี้ ไม่ช้าก็เร็ว วันนั้นจะไม่มีใครสนใจว่าพ่อของคุณเป็นใคร เคยมีคนเดินตามกี่คน หรือเคยนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่แค่ไหน เขาจะจำได้เพียงว่าคุณทำอะไรไว้ เพราะทองที่แขวนคอ อาจทำให้กิ้งก่าดูสง่าในสายตาตัวเอง แต่ต่อให้แขวนทองทั้งตัว กิ้งก่าก็ยังเป็นกิ้งก่าอยู่ดี
‘รักชนก’ดึงสติสังคมปม’สุชาดา’
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรณี ‘ไอเดียร์’คุณสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ อาจจะมีหลายข้อหาที่ควรต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย เช่น การแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีโทษอาญา นำไปสู่การพ้นตำแหน่งและตัดสิทธิ์ทางการเมือง การที่มีคู่สมรสเป็นเจ้าของเว็บพนัน ที่จดทะเบียนในต่างประเทศและให้บริการในประเทศไทย ดิฉันเห็นว่าทั้งสองเรื่องนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย แต่กรณีที่มีเส้นเงิน ของคุณสุชาดาบริจาคเข้าพรรคภูมิใจไทย แล้วเรียกร้องให้ไปถึงขั้นยุบพรรคนั้น ดิฉันคิดว่าต้องพิจารณาและวางหลักกันให้ดี อย่าเฮโลสนับสนุนกันไปเพียงเพราะไม่ชอบคุณสุชาดาหรือไม่ชอบพรรคภูมิใจไทย แต่ต้องดูหลักการของกฏหมายและดูบริบทประกอบ
ชี้หักเงินเดือนเข้าพรรคไม่ผิดกม.
น.ส.รักชนก ระบุว่า ถ้าหากเงินจากเวปพนันถูกนำมาหล่อเลี้ยงพรรคการเมืองอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถูกนำมาจ่ายเป็นค่าบริหารจัดการพรรค จ่ายเป็นค่าพนักงาน จ่ายเป็นค่าดำเนินการอื่นๆ เช่น จัดกิจกรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกพรรค หรือ ใช้รณรงค์หาเสียงเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ พูดง่ายๆคือ เอาเงินเวปพนันมาสร้างพรรคการเมืองและล่อเลี้ยงให้อยู่ได้ด้วยเงินนั้น กรณีดิฉันเห็นว่าควรไปถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร ถ้าหากเป็นกรณีการตัดเงินเดือน สส.เข้าพรรค หรือ บริจาคเป็นครั้งเป็นคราว แล้ว สส. คนนั้นๆมีความเกี่ยวโยงกับเวปพนัน เช่น มีคนใกล้ชิดหรือมีสามีเป็นเจ้าของเวปพนัน ในกรณีนี้ดิฉันเห็นว่าควรพิจารณาให้ดี ไม่ควรวางหลักให้ไกลไปถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร
แกล้งยัดเอี่ยวเว็บพนันยุบพรรคทุกวัน
เพราะถ้าวางหลักการเอาไว้เช่นนี้ ต่อไปในภายภาคหน้า หากหมั่นไส้หรือไม่ชอบพรรคการเมืองไหน ก็แค่หาคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเวปพนัน แล้วทำยังไงก็ได้ให้เงินจากคนๆนั้นถูกโอนเข้าพรรคการเมือง เช่นนั้นพรรคการเมืองก็คงโดนยุบกันไม่เว้นแต่ละวัน และ พรรคที่จะโดนเล่นงานมากที่สุด ก็คือพรรคที่ไม่มีเพื่อนซี้เป็นเจ้าของเวปพนัน หรือ พรรคที่มีนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์กับเวปพนันนั่นแหละที่จะโดนกำจัดก่อนเลย ดังนั้นแม้จะเป็นคนที่คุยไม่ชอบหน้า แม้ว่าเค้าจะกระทำผิดในเรื่องอื่น แต่ไม่สมควรเหมารวมและสนับสนุนให้เค้าถูกลงโทษในเรื่องที่มันไม่สมเหตุสมผล และแม้จะเป็นพรรคการเมืองที่ท่านไม่ได้สนับสนุน แม้ว่าจะเป็นพรรคที่ไร้อุดมการณ์เพื่อประชาชน แต่ก็ไม่สมควรสนับสนุนให้มีการยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร”ดิฉันขอยืนยันว่า พรรคการเมืองควรจะถูกยุบด้วยเหตุผลเดียว คือไม่มีประชาชนสนับสนุนอีกต่อไปแล้ว และพรรคการเมืองนั้นจะจางหายจากผู้คนไปตามกาลเวลา” น.ส.รักชนก ระบุ
อย่าบิดเบือนหลักนิติรัฐนิติธรรม
น.ส.รักชนก ย้ำอีกว่า ‘ดิฉันอยากให้สังคมไทย วางหลักการอยู่ร่วมกัน ต่อให้เป็นบุคคล นักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่คุณไม่ชอบไม่สนับสนุนก็ตาม ทุกคนต้องช่วยกันยืนยันหลักการว่า ไม่มีใครควรถูกดำเนินคดีอย่างไร้ความยุติธรรม ไม่มีใครควรถูกกลั่นแกล้งโดยบิดเบือนหลักการ ไม่ควรบิดเบือนหลักนิติรัฐนิติธรรมเพื่อมาจัดการกับกลุ่มคนหรือพรรคการเมืองที่คุณเหม็นขี้หน้า มิเช่นนั้นหลักการก็จะถูกบิดเบือนไปไม่รู้จักจบสิ้น และกฏหมายก็จะไม่เป็นกฏหมาย ความยุติธรรมในสังคมก็จะไม่บังเกิดเสียที ไม่ได้ปกป้องใครค่ะ ดิฉันปกป้องหลักการ’
ร้องกกต.สอบเงินบริจาคไอเดียร์
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ได้ทำคำร้องยื่นไปยัง กกต.เพื่อขอให้สืบสวนสอบสวน สส.ไอเดียร์ กรณีบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยว่า เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 72 มาตรา 74 ประกอบ ม.92(3) แห่ง พรป.พรรคการเมือง 2560 หรือไม่ หากฝ่าฝืนให้ดำเนินการยื่นศาล รธน.ตาม ม.92 (4) ต่อไปตามครรลองของกฎหมาย นั่นคือ ยุบพรรค ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “ไอเดียร์” ที่มีการบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยรวม 150,000 บาท ตั้งแต่ 9 ก.พ., 8 มี.ค., 19 เม.ย., 17 พ.ค.65 และ 27 ก.พ., 27 มี.ค., 27 เม.ย 66 ซึ่งก่อนที่ สส.ไอเดียร์จะได้เป็น สส. พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของทรัพย์สินของเธอและสามี ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบ 2,000 ล้านบาทด้วย จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีเงินบริจาคที่ กกต. เปิดเผยดังกล่าว จะพบว่ามีการบริจาคอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนละ 10,000 บาท ก่อนเพิ่มเป็นเดือนละ 30,000 บาทหลังเข้าสภา นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงคอนโดมิเนียมโครงการสินธร ลุมพินี มูลค่าที่ทั้งคู่แจ้งรวม 75.028 ล้านบาท และรถ Mercedes-Maybach มูลค่า 11.3 ล้านบาทอีกด้วย
กรณีดังกล่าวถูกตั้งคำถามด้วยว่า สส.ไอเดียร์แจ้งรายได้ต่อปีประมาณ 1.7 ล้านบาท ขณะที่สามีระบุว่าไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้ต่อปี แต่กลับมีทรัพย์สินจำนวนมาก รวมทั้งมิใช่คนไทย แต่ถือสัญชาติออสเตรเลีย แต่ในทางกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 102 กำหนดให้บุคคลซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส หรือจดทะเบียนเป็นสามี-ภรรยากัน ต้องยื่นรายงานบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ป.ป.ช. ได้ออกมาแถลงแล้วว่า ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับที่มาทรัพย์สิน รายได้ และความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในขณะนี้ แต่ประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการรับเงินบริจาคของพรรคการเมืองนั้น ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 72 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และมาตรา 74 ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามรับบริจาคจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือจากนิติบุคคลต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งหากพบการรับเงินที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย อาจมีบทลงโทษร้ายแรง ตามมาตรา 92(3) นั่นคือ กกต.ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งยุบพรรคที่ฝ่าฝืนได้ ตามมาตรา92(4) องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงต้องนำความมาชี้เบาะแสให้ กกต.เร่งดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่เป็นการด่วน เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยกันของสังคมต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

