ปฐม ชี้บทเรียนสิงคโปร์ ชม เนเน่ รอยัล-บิว ภูริพล สะท้อนวุฒิภาวะสังคม ที่ไทยต้องเร่งพัฒนา

18 ตุลาคม 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ผมเพิ่งเข้าไปอ่านเพจของ Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ที่โพสต์ชื่นชมเด็กไทยสองคน คือ น้องเนเน่ และบิว ภูริพล โดยกล่าวชื่นชมว่า เด็กไทยรุ่นใหม่กำลังสร้างชื่อเสียง และทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคภูมิใจ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากกว่าตัวโพสต์ กลับเป็นความคิดเห็นเกือบทั้งหมดของคนสิงคโปร์ที่เข้ามาคอมเมนต์
คนหนึ่งเสนอว่า สิงคโปร์ควรเปิดโอกาสให้เยาวชนเลือกเส้นทางสู่ความสำเร็จที่หลากหลาย และสร้างเวทีให้พวกเขาได้แสดงความสามารถมากขึ้นเหมือนเด็กไทย
อีกคนชื่นชมว่า เนเน่ไม่ได้มีแค่ความฝัน แต่ลงมือทำงานหนักตั้งแต่เด็ก และต้องชื่นชมพ่อแม่ที่เปิดใจกว้างด้วย
มีคุณพ่อคนหนึ่งเขียนไว้น่าสนใจว่า เราไม่ควรกดดันให้เด็กสนใจแต่การเรียน แต่ควรสนับสนุนสิ่งที่พวกเขารักและถนัด พร้อมเล่าว่าตัวเองมีลูกชายวัย 4 ขวบ และตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยแนวคิดนี้
ผมอ่านแล้วอดชื่นชมไม่ได้ครับ… เขาเห็นเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเก่ง ไม่ได้เพียงแค่แสดงความยินดี แต่ยังนำความสำเร็จของเด็กไทยกลับมาคิดต่อว่าจะพัฒนาเด็กในประเทศตัวเองอย่างไร
แทนที่จะถามว่าทำไมประธานาธิบดีของเราต้องไปชื่นชมเด็กไทย ทำไมไม่ชมเด็กสิงคโปร์บ้าง คนเหล่านี้กลับมองว่ามีอะไรที่สังคมตัวเองควรเรียนรู้
ทีนี้ลองจินตนาการกลับกันดูนะครับ
ถ้านายกรัฐมนตรีไทยโพสต์ชื่นชมเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบความสำเร็จระดับโลก คิดว่าคนไทยจะเข้าไปคอมเมนต์ว่าอะไรกันบ้าง?
ผมไม่กล้าทายครับ แต่เดาได้ไมายากว่า วันถัดมานายกฯ คงต้องออกมาแถลงชี้แจงว่า การชื่นชมเด็กต่างชาติไม่ได้หมายความว่าไม่รักเด็กไทย!
แล้วลองคิดดูดี ๆ เอาแค่ชมคนไทย หรือชมประเทศไทยด้วยกันเอง ก็ยังมีคนหาข้อเสียมาตำหนิกันเป็นเรื่องปกติ
เด็กไทยได้รางวัลระดับโลก แทนที่จะยินดี ก็มีคนตั้งคำถามว่าเก่งจริงหรือเปล่า
คนไทยไปประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ก็มีคนรีบชี้ว่าเพราะต่างชาติสนับสนุน ไม่ใช่เพราะประเทศไทย
บางคนยังไม่ทันได้ชื่นชมความสำเร็จของเขาเลย ก็เริ่มค้นประวัติว่ามีอะไรให้ตำหนิได้บ้าง
ผมไม่ได้บอกว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นแบบนี้นะครับ คนไทยที่ชื่นชมและให้กำลังใจกันมีอยู่มากมาย แต่บนโลกโซเชียล บางครั้งเสียงของคนที่คอยจับผิดกลับดังกว่าเสียงปรบมือ
จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมการยอมรับว่าคนอื่นเก่ง ถึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนบางคนเหลือเกิน
เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า “ความเจริญวัยของสังคม”
เราอาจคุ้นเคยกับการวัดความเจริญของประเทศจาก GDP รายได้ประชากร ตึกสูง รถไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังมีความเจริญอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
นั่นคือวุฒิภาวะของผู้คน ที่สามารถยอมรับความสามารถของผู้อื่นโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า ชื่นชมความสำเร็จของประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรี และนำเรื่องราวดี ๆ ของคนอื่นมาเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง
ความรักชาติเป็นเรื่องดีครับ แต่ความรักชาติไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเราต้องเก่งกว่าคนอื่นทุกเรื่อง และการชื่นชมคนไทยด้วยกันเอง ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เขาสมบูรณ์แบบจนไม่มีข้อบกพร่องให้ตำหนิ
เราสามารถวิจารณ์อย่างมีเหตุผลได้ โดยไม่จำเป็นต้องด้อยค่าความสำเร็จของใคร
ผมเชื่อว่าคนไทยมีน้ำใจและมีความคิดดี ๆ แบบนี้อยู่มากมาย เพียงแต่เราอาจต้องช่วยกันทำให้เสียงของคนที่สนับสนุนและให้กำลังใจกันดังขึ้นบ้าง
ตึกสูงสร้างได้ด้วยเงิน รถไฟฟ้าสร้างได้ด้วยเทคโนโลยี แต่สังคมที่มีวุฒิภาวะ ต้องสร้างจากวิธีคิดของผู้คน
บางทีสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา อาจไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึง “ความเจริญวัยของสังคม” ด้วย
ประเทศที่เจริญ ไม่ใช่ประเทศที่มีแต่คนเก่ง แต่เป็นประเทศที่คนยอมรับความเก่งของคนอื่น รวมถึงความเก่งขเงตัวเองได้
เพราะถ้าเรายังยินดีกับความสำเร็จของคนไทยด้วยกันเองไม่ได้ แล้วเราจะช่วยกันสร้างประเทศให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

