เตือน 3 ความเสี่ยง IMFแนะ 3 ทางรอดศก.โลก

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สรุปสาระสำคัญจากการประชุม International Monetary and Financial Committee (IMFC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับสูงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ซึ่งสมาชิก IMFC ได้ประเมินถึงเศรษฐกิจโลกรับมือกับแรงกระแทกได้ดีกว่าคาด แต่ทุนสำรอง (policy buffers) ลดลง จากท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า จากความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการค้าที่อาจกระทบเส้นทางการค้าสำคัญ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และซ้ำเติมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รวมถึงการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น
2.ความเสี่ยงด้านการคลังและตลาดการเงิน จากหนี้สาธารณะและการระดมทุนเพื่อชำระหนี้เดิมที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจหลักที่อาจปรับสูงขึ้นในระยะต่อไป ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐปรับสูงขึ้น และ 3.ความเสี่ยงจาก AI และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ผลกระทบยังมีความไม่แน่นอนสูงในแง่ผลกระทบ ทั้งต่อเศรษฐกิจ แรงงาน และระบบการเงิน
รายงานของ ธปท. ระบุว่า IMF ชี้ว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าควรให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน คือ 1.การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน ผ่านการลดความเปราะบางทางการคลังและการปรับฐานะการคลังให้สมดุล (fiscal consolidation) ควบคู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา (price stability) การรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง นอกจากนี้การสื่อสารที่ชัดเจน และความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนการกำกับดูแลความเสี่ยงในภาคการเงินที่ครอบคลุม Non-bank Financial Institutions (NBFIs) การเงินดิจิทัล AI และภัยไซเบอร์
2.การสร้างโอกาสในการเติบโตโดยภาคเอกชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การส่งเสริมการแข่งขันและการเข้าถึงเงินทุน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงาน และการสร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3.การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขความไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลก (global imbalances) ลดความตึงเครียดทางการค้า และรับมือกับความเสี่ยงข้ามพรมแดน รวมถึงความเสี่ยงจากการลงทุนด้าน AI ที่มีการกระจุกตัวสูง
สมาชิก IMFC ยังแสดงความสนับสนุน Bangkok Blueprint ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดย ธปท. ผลักดันและจัดทำร่วมกับ IMF และ World Bank Group เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยด้านการเงินดิจิทัล ความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ และประสิทธิภาพการต่อต้านภัยทุจริตทางดิจิทัลข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกันสมาชิกส่วนใหญ่เห็นพ้องกับ IMF ควรให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค การสร้าง policy buffers และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับผลิตภาพและการเติบโต รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก AI ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนการนำผลการทบทวนนโยบายของ IMF ไปปฏิบัติ การเสริมบทบาทด้านการวิเคราะห์ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (global imbalances) และผลกระทบข้ามพรมแดน ตลอดจนการเดินหน้าปฏิรูปโควตาและธรรมาภิบาลของกองทุน
นอกจากนี้บางประเทศให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความมั่นคงทางพลังงาน ความเสี่ยงจาก NBFIs และกิจกรรมที่ใช้ leverage สูง การเชื่อมโยงกลไกความช่วยเหลือทางการเงินในระดับภูมิภาคกับระดับโลก และการกระจายประโยชน์จาก AI อย่างทั่วถึงเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่องว่างการพัฒนา โดยสมาชิก IMFC ย้ำความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทรัพยากรของ IMF เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกใหม่ได้ดีขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

