แอลเบเนียเดือด! ตำรวจยิงกระสุนยาง-แก๊สน้ำตาสลายม็อบ หลังนักศึกษาประท้วงครั้งใหญ่

สถานการณ์การประท้วงในประเทศแอลเบเนียทวีความตึงเครียด หลังตำรวจใช้สิ่งที่ดูเหมือนกระสุนยางยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ระหว่างการประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงติรานา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ต.ค.) ซึ่งนับเป็นวันที่ 5 ของการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเอดี รามา ลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางความไม่พอใจต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การขาดแคลนงาน และคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำ
ภาพวิดีโอของสำนักข่าวรอยเตอร์แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงปืนลูกซองไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณด้านนอกกระทรวงศึกษาธิการ ระหว่างเกิดการปะทะ โดยผู้สื่อข่าวรอยเตอร์พบเม็ดกระสุนยางในพื้นที่ และรายงานว่าผู้สื่อข่าว 2 คน รวมถึงผู้ประท้วงหลายคนถูกเม็ดกระสุนกระทบจนเกิดรอยกลมบนร่างกาย เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น หลังผู้ชุมนุมบางส่วนจุดไฟเผาอาคารรัฐบาลและธนาคาร รวมถึงขว้างก้อนหินใส่ตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำแรงดันสูง

สเคนเดอร์ ฮิตา ผู้บัญชาการตำรวจแอลเบเนีย ไม่ได้ปฏิเสธการใช้กระสุนยาง โดยระบุว่ามาตรการที่นำมาใช้ทั้งหมดดำเนินการอย่างจำกัด รวมถึงมาตรการล่าสุดด้วย พร้อมเปิดเผยว่า มีตำรวจ 7 นายถูกสั่งพักงานและอยู่ระหว่างการสอบสวนทางวินัย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่ปฏิบัติตามหลักความได้สัดส่วนในการรับมือผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์ที่นำไปสู่การพักงานดังกล่าว
การประท้วงครั้งนี้เกิดจากความไม่พอใจต่อข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตของรัฐบาล ปัญหาการว่างงาน และมาตรฐานการศึกษาที่ไม่ได้รับการปรับปรุง โดยมีประชาชนอีกส่วนหนึ่งเข้าร่วมสนับสนุน หลังรู้สึกว่ารัฐบาลเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนในช่วงการประท้วงต่อต้านโครงการพัฒนารีสอร์ตหรูริมชายฝั่งเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ยูรี ทาอูลลาฮู นักศึกษาแพทย์วัย 22 ปี กล่าวว่า ประชาชนต้องเผชิญกับการทุจริตและคำสัญญาที่ไม่เกิดผลเป็นเวลานานถึง 13 ปี จนความอดทนถึงขีดจำกัดและต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง ขณะที่ตำรวจเปิดเผยว่า มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 1,067 คน และถูกดำเนินคดีอาญา 388 คน โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บหลายสิบราย ด้านรัฐบาลและตำรวจประณามเหตุความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสงบสติอารมณ์
ด้านนายกรัฐมนตรีเอดี รามา ยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมระบุว่ารัฐบาลเคารพสิทธิของนักศึกษาในการชุมนุมประท้วง และจะเดินหน้าปกป้องประชาชน รับประกันความยุติธรรม รวมถึงผลักดันให้แอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปภายในปี 2030 ทั้งนี้ รัฐบาลของรามาเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า แอลเบเนียเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการค้ายาเสพติดและอาวุธ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกอียูมีความซับซ้อนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความไม่สงบในแอลเบเนียเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศในยุโรปเผชิญการประท้วงเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยฝรั่งเศสมีการชุมนุมเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนครูและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา ก่อนขยายวงกว้างเป็นกระแสความไม่สงบ ส่วนสเปนเผชิญการประท้วงเกี่ยวกับค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นและปัญหาการขาดแคลนบ้าน จนรัฐบาลเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

