คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

ขุมทรัพย์ ‘กองสลากเงา’ อู้ฟู่หอมหวานยิ่งกว่า ‘สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล’
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโชว์สถิติ ครองอันดับ 1 นำส่งรายได้เข้ารัฐ ประจำปีงบประมาณ 2569 เป็นเงิน 50,925 ล้านบาท
เป็นข้อมูลจริง สะท้อนถึงผลประโยชน์มหาศาลภายใต้การจัดการของรัฐวิสาหกิจแห่งนี้
แต่ทราบหรือไม่ ผลประโยชน์แท้จริง อันเกี่ยวเนื่องจากการจัดการสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกๆ งวด มีมูลค่ามหาศาลกว่านั้นมาก เพราะสลากถูกนำไปขายแพงเกินราคา แล้วผลประโยชน์ส่วนที่เกินจากราคา 80 บาทนั้น ไม่ได้มีส่วนแบ่งเข้าแผ่นดินเลยแม้แต่บาทเดียว กลับถูกบริหารจัดการโดยกลุ่มอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ ที่ได้ฉายาว่า “กองสลากเงา” มูลค่าปีละหลายหมื่นล้านบาทเช่นกัน !!!
1.ล่าสุด สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาลเปิดรายชื่อ 858 สมาคม องค์กร และมูลนิธิ ที่มีสิทธิมาทำสัญญาจำหน่ายสลากใบสำหรับปี 2570 ในเดือนพ.ย.นี้
ยังไม่มีคำอธิบายชี้แจงข้อมูลเปรียบเทียบว่า 858 สมาคม องค์กร และมูลนิธิเหล่านี้ ต่างจากเดิมแค่ไหน อย่างไร องค์กรเหล่านี้มีตัวตนและดำเนินงานจริงหรือไม่ สลากถึงมือสมาชิกหรือผู้มีสิทธิจริงแค่ไหน หรือสุดท้ายถูกรวบไปขายผ่านเอกชนและคนกลาง เงินส่วนต่างและผลประโยชน์ตกอยู่กับใคร ฯลฯ
อย่าลืมว่า เคยมีกรณีก่อนหน้านี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เคยทำหนังสือแจ้งผลการสืบสวนและประสานข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน กรณีสมาคมแห่งหนึ่ง มีพฤติการณ์สวมสิทธิและฝ่าฝืนเงื่อนไข นำสลากไปจัดสรรให้บุคคลอื่น หรือกลุ่มทุน/นายหน้าภายนอกบริหารจัดการแทน แต่กรณีดังกล่าวกลับไม่มีการเอาผิดทางอาญา หรือฟอกเงิน กับผู้เกี่ยวข้อง
การเปิดเผยรายชื่อ 858 สมาคม องค์กร และมูลนิธิ ที่มีสิทธิเข้าทำสัญญาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลประเภทสลากใบสำหรับปี 2570 จึงต้องจับตาว่าจะมีปัญหาแบบเดิมอีกแค่ไหน เช่น
ปัญหา “เสือนอนกิน” และการโอนสิทธิให้กลุ่มทุนรายใหญ่
ปัญหาการขายส่งต่อเอกชน ให้กับยี่ปั๊วหรือบริษัทแพลตฟอร์ม โดยสมาคมได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อน (บางแห่งสูงถึงหลักสิบล้านบาทต่อปี)
ปัญหาการมีตัวตนจริงขององค์กร (สมาคมผี) ฯลฯ
ควรจะมีการตรวจสอบย้อนกลับไปยังจังหวัดต่างๆ ว่า สมาคมทั้งหมดมีการตั้งสำนักงาน มีสมาชิก และมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมหรือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจริงหรือไม่สมาชิกที่ได้รับจัดสรรไป นำไปขายจริงหรือไม่มีตัวตน หรือถูกอ้างชื่อ แบบที่มีการเอาชื่อกลุ่มเปราะบางสวัสดิการแห่งรัฐมารับสลาก แบบที่พบในช่วงที่ผ่านมาอีก หรือไม่
2.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง



มีอำนาจหน้าที่หลักในการจัดพิมพ์ จำหน่าย ออกรางวัล และบริหารจัดการสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงนำรายได้ส่งแผ่นดินสูงสุด
ปัจจุบัน ออกสลากงวดละ 106 ล้านใบ
ปรากฏว่า ทุกงวด ทุกแผงลอตเตอรี่ จะมีสลากขายแพงเกินราคา 80 บาท ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย (ยกเว้นในแอปเป๋าตัง 30 ล้านใบ)
ทั้งๆ ที่ สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาลยืนยันว่า “...การจำหน่ายสลากเกินราคาและการซื้อสลากผ่านแพลตฟอร์มเอกชนในราคาเกิน 80 บาท หรือมีการคิดค่าบริการเพิ่มเติมกว่า 80 บาท ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและสนับสนุนให้มีการขายสลากเกินราคาอีกด้วย..” - พันโทหนุน ศันสนาคม ผอ.สนง.สลากฯ
ความจริง สลากทุกใบที่ขายเกินราคานั้น ก็ล้วนมีต้นทางมาจาก สนง.สลาก ที่จัดสรรผ่านช่องทางต่างๆ ผ่านสมาคมคนพิการ มูลนิธิต่างๆ ผ่านการรับจองซื้อแต่ละงวด ฯลฯ รวมประมาณกว่า 70 ล้านใบ
แต่แล้ว สลากแบบใบเหล่านี้ ได้ถูกซื้อขายต่อหรือรับส่งจากนอมินี บริหารจัดการโดยกลุ่มผลประโยชน์ รวมชุด บางส่วนประกาศขายต่อ(ขายส่ง) ผ่านออนไลน์อย่างโจ๋งครึ่ม ในราคาใบละ 82-85 บาทขึ้นไป
ปรากฏพฤติกรรมผู้ค้ารายย่อยที่มีโควตา (ได้สิทธิ 1 กล่อง 500 ใบ) แต่ไม่เดินขายเอง นำไปขายต่อให้ยี่ปั๊วทันทีที่หน้าไปรษณีย์เพื่อรับเงินส่วนต่าง (เช่น ได้มาใบละ 70.40 บาท ขายต่อยี่ปั๊วใบละ 82-85 บาท กินกำไรทันทีกล่องละ 5,000 - 7,000 บาท)
แหล่งข่าวระบุว่า มีกลุ่มนายทุนกว้านซื้อสิทธิจากคนพิการหรือสมาคมมาบริหารจัดการเอง จนมีศัพท์เรียกว่า “นอนกิน” ใช้เรียกสมาคมหรือบุคคลที่มีโควตาในมือ แต่ไม่เคยขายหวยเองเลย นำสิทธิไปปล่อยต่อให้คนอื่นทำกินแทน
ในวงการซื้อขายกลุ่มผู้ค้ารายย่อย ยี่ปั๊วและซาปั๊ว ในออนไลน์ ก็จะมี “รหัสลับ” ที่ใช้เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น “ 2+1.. 82 บาท” แปลว่า “มีหวยชุด 2 ใบ (เลขเหมือนกัน) อยู่ 1 ชุด ขายส่งให้ในราคาใบละ 82 บาท (คิดเป็นเงินรวม 2 ใบ x 82 = 164 บาท)” จะกี่เล่ม ก็ว่ากันไป (1 เล่ม = 100 ใบ) เพื่อให้รายย่อยนำไปเดินขายปลีกให้ประชาชนในราคาใบละ 100 - 110 บาท เพื่อเอากำไรส่วนต่างต่อไป
เป็นอยู่เช่นนี้ ทุกงวด ทุกงวด ราวกับเป็นเรื่องปกติ
ทั้งๆ ที่ สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรง ในการจัดการกับสลากขายเกินราคา จะสะสางโควตา ตรวจสอบ ริบคืนโควตา ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ใครละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เอื้อประโยชน์แก่ใครกลุ่มใด หรือไม่?
3.ตามกฎหมาย สลาก 1 ใบ ราคา 80 บาท มีการกำหนดสัดส่วนการจัดสรรเงินตายตัวชัดเจน
เช่น 60% หรือ 48 บาท เป็นเงินรางวัลให้กับผู้ถูกรางวัล, 23% หรือ 18.40 บาท ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ ส่วนที่ค้าขายกันเกินราคา 80 บาท โดยเอามาจากประชาชนผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบใบทุกๆ งวดนั้น จึงเป็นผลประโยชน์ส่วนเกินนอกระบบกฎหมาย ที่กลุ่มผลประโยชน์ไปดำเนินการจัดสรรกันเอง จึงได้ฉายาว่า “กองสลากเงา”
กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ ไม่มีต้นทุนค่าพิมพ์สลาก ไม่ต้องจัดสรรแบ่งไปเป็นงานรางวัลเพิ่มอีก ไม่ต้องแบ่งเป็นนำส่งเข้าคลังแผ่นดิน ไม่ต้องจ่ายภาษี แถมมีช่องโหว่ให้สมคบกับกลุ่มที่ต้องการฟอกเงินด้วย
ลอตเตอรี่ตามแผง หรือที่เดินขาย ใบละ100-120 บาท หากคิดส่วนต่างที่เกินจาก 80 บาท เฉลี่ยใบละ 20–30 บาท เมื่อคูณกับจำนวนสลากที่ขายนอกแอปเป๋าตัง กว่า 70 ล้านใบ มูลค่าผลประโยชน์ส่วนเกินมหาศาลสูงถึง กว่า 2,100 ล้านบาทต่องวด 24 งวด ในหนึ่งปี มูลค่าผลประโยชน์จะสูงกว่า 50,000 ล้านบาท
เป็นตัวเลขที่สูงพอๆ กับเม็ดเงินรายได้แผ่นดินที่ สนง.สลากฯ นำส่งรัฐในแต่ละปีเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผลประโยชน์จริงในมือ “กองสลากเงา” ขึ้นอยู่กับจำนวนลอตเตอรี่ที่นำไปบริหารจัดการนอกระบบกฎหมาย ว่ามีกี่ล้านใบต่องวด ซึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า 30-40 ล้านใบต่องวด ตามที่เห็นขายเกินราคากันทั่วไป ทุกตรอกซอกซอย ตามตลาด ตามแผงลอตเตอรี่ทั่วประเทศ
เงินส่วนต่างนอกระบบกฎหมาย คือ ขุมทรัพย์ของกองสลากเงา สูบกินส่วนต่างจากทั้งคนซื้อและตัดโอกาสคนพิการตัวจริง
หากรัฐบาลอนุทิน ยังคงปล่อยให้กระทรวงการคลังและสำนักงานสลากฯ ละเลย ละเว้น ไม่มีการสะสางปัญหาอะไรเลย ก็เท่ากับเป็นการต่อสัมปทานนอกระบบกฎหมาย สำหรับ “ขุมทรัพย์กองสลากเงา
หลายหมื่นล้านบาทต่อปี” ต่อไป โดยประชาชนยังต้องแบกรับภาระหวยแพงเช่นเดิม
4.ในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มีการรื้อระบบและตรวจสอบโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลครั้งใหญ่
มีการนำสลากคืนสู่รัฐและนำมาจัดสรรใหม่รวมแล้วมากกว่า 17 ล้านฉบับ (แบ่งออกเป็น 2 ระลอก)
มีการตั้งคณะกรรมการอนุฯ ขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา เข้าตรวจค้นแพลตฟอร์มรายใหญ่ มีข้อเสนอแนะการแก้ปัญหา ฯลฯ หลังจากนั้น สนง.สลากได้สั่งยกเลิกสัญญาและตัดสิทธิผู้ค้ารายย่อยและตัวแทนจำหน่ายที่นำสลากไปฝากขายบนแพลตฟอร์มเหล่านั้น ยึดโควตากลับคืนมาได้กว่า 2 ล้านใบ
หลังจากนั้น จึงมีการจัดทำ “สลากดิจิทัล” (ขายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในราคา 80 บาท) ซึ่งเปิดขายงวดแรกในเดือนมิถุนายน 2565
แต่การสะสาง ปฏิรูประบบสลาก ยังไม่สุดซอย
มาจนถึงปัจจุบัน กลับปรากฏสลากกินแบ่งรัฐบาลยังขายแพงราคาเกลื่อนเมือง
และยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลอนุทิน จะเข้ามาสะสาง แก้ปัญหา “ขุมทรัพย์กองสลากเงา หลายหมื่นล้านบาทต่อปี” แต่อย่างใด?
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

