คอลัมน์ : มองอย่างไท

เลิกทาส ทางความคิด
ทาส คำนี้หากแปลตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ จะมีความหมายอยู่ ๒ ประการ ประการแรกหมายถึงกลุ่มบุคคลในระบบสังคมโบราณซึ่งจำแนกออกได้เป็นผู้ที่ขายตัวลงเป็นคนรับใช้ที่เรียกว่าทาสน้ำเงิน หรือลูกที่เกิดจากทาสที่เรียกว่าทาสเรือนเบี้ย หรือผู้ที่เป็นเชลยศึกที่เรียกว่าทาสเชลย ส่วนความหมายในประการที่ ๒ จะเป็นเชิงอุปมาอุปไมย หมายถึงผู้ที่ยอมตนให้ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ทาสการพนัน ทาสยาเสพติด หรืออาจจะรวมถึง ทาสทางความคิดของผู้อื่น
ประวัติศาสตร์มนุษยชาติมีการกล่าวถึงเรื่องทาสมานานแล้ว โดยมีรากเหง้าจากการทำสงครามเพื่อการขยายอำนาจ ซึ่งผู้ที่พ่ายแพ้มักจะถูกจับมาเป็นแรงงานแทนการที่จะถูกสังหาร
ปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของทาสในอารยธรรมแรกเริ่ม เช่น ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีของบาบิโลน ราว
๗๕๐ ปี ก่อนคริสตกาล รวมทั้งบันทึกอียิปต์โบราณและคัมภีร์ไบเบิลของชาวฮีบรูที่ระบุว่าสังคมอิสลาม
ทั้งในตะวันออกกลาง แอฟริกาปากีสถาน อินโดนีเซีย รวมทั้งจักรวรรดิออตโตมัน ได้เริ่มมีการใช้แรงงานทาสเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา ชาติในยุโรป เช่น โปรตุเกส สเปนและอังกฤษ เริ่มเดินเรือเข้าไปในทวีปแอฟริกาเพื่อจับหรือซื้อผู้คนนำตัวข้ามมหาสมุทรเอาไปใช้ในแรงงานในไร่นาและอาณานิคมในทวีปอเมริกา
ประเทศไทยมีทาสมายาวนาน ต่อเนื่องตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา สืบทอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ กฎหมายพระไอยการทาสในกฎหมายตราสามดวงแบ่งทาสออกเป็น ๗ ประเภท ได้แก่ ทาสสินไถ่คือผู้ที่ยอมขายตัวเองเป็นทาสเพื่อแลกกับเงิน ทาสในเรือนเบี้ยซึ่งหมายถึงเด็กที่เกิดมาในขณะที่พ่อแม่ยังเป็นทาสของนายเงิน ทาสมรดกซึ่งตกทอดมาทางมรดก ทาสท่านให้คือทาสที่ผู้อื่นมอบหรือยกกรรมสิทธิ์ให้ ทาสช่วยไว้จากทัณฑ์โทษเป็นทาสจากการที่ถูกปรับแต่ไม่มีเงินจ่ายแล้วผู้อื่นออกเงินช่วยชำระถึงต้องเป็นทาสแทน ทาสที่ช่วยไว้จากทุพภิกขภัยเกิดในช่วงข้าวยากหมากแพงหรือภัยพิบัติต้องเข้าไปให้ผู้อื่นช่วยเหลือเลี้ยงดูยอมเป็นทาส และทาสเชลยคือเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนมาจากสงครามกับบ้านเมืองอื่น
เมื่อสังคมของมนุษย์มีความเจริญขึ้น การมีทาสจึงถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนการเลิกทาสจึงเริ่มเกิดขึ้น จนถึงปัจจุบันนี้ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีทาสอีกต่อไปแล้ว โดยประเทศสุดท้ายในโลกที่เลิกทาสคือมอริเตเนีย ที่เลิกทาสอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.๒๕๒๔
สหรัฐอเมริกามีการเลิกทาสเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๐๖ โดยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ได้ประกาศให้ทาสทางฝ่ายใต้จากสงครามกลางเมืองที่ก่อกบฏได้เป็นอิสระ แต่ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่มีผลผูกพันทางรัฐธรรมนูญ จนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ จึงมีการให้สัตยาบันแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ ๑๓ ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดในการยกเลิกระบบทาสอย่างเป็นทางการและสมบูรณ์แบบทั่วพื้นแผ่นดินอเมริกา
สหราชอาณาจักรอังกฤษหรือจักรวรรดิอังกฤษได้ผ่านกฎหมายห้ามและกำหนดให้การค้าทาสข้ามมหาสมุทรเป็นสิ่งผิดกฎหมายเมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๐ และต่อมา ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๗๗ จึงมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติยกเลิกการเป็นทาส ทั่วทั้งประเทศและจักรวรรดิอังกฤษ
ส่วนการเลิกทาสในประเทศไทยนั้น ต้องนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ซึ่งทรงเห็นปัญหาของการมีทาสว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอีกต่อไป โดยเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.๒๔๑๑ นั้น ประชากรชาวสยามจำนวนกว่า ๑ ใน ๓ ล้วนแต่เป็นทาสทั้งสิ้น พระองค์จึงเริ่มดำเนินการด้วยความสุขุมคัมภีรภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๗ โดยใช้เวลาถึง ๓๐ ปี จนถึงปี พ.ศ.๒๔๔๘ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๑๘ จึงออกพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.๑๒๔ ได้ ทั้งนี้ เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในการเลิกทาสเหมือนกับที่มีกรณีรบพุ่งเกิดขึ้นในบางประเทศ
เริ่มจากวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๑๗ ได้มีการปรับแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ ให้ลดลงตั้งแต่อายุ ๘ ขวบจนหมดค่าตัวเมื่ออายุ ๒๐ ปี เมื่ออายุ ๒๑ ปีทาสผู้นั้นจะเป็นอิสระ พระราชบัญญัตินี้มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๑๑ เป็นต้นไป ทั้งยังห้ามซื้อขายผู้ที่มีอายุมากกว่า ๒๐ ปีเป็นทาสอีกต่อไปด้วย
พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.๑๒๔ นี้ ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๘ จึงถือเอาวันนี้เป็นวันเลิกทาสของสยาม ส่วนทาสอื่นที่ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ย ให้ลดค่าตัวลงเดือนละ ๔ บาทนับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๔๘ และยังมีบทบัญญัติห้ามมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับเป็นทาสอีกพระองค์ยังได้เตรียมการให้ผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสได้มีความรู้และมีเครื่องมือทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้อีกด้วย
ขณะนี้ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งในหมวด ๓ เป็นหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมีอยู่ทั้งหมด ๒๕ มาตรา นับตั้งแต่มาตรา ๒๔ ถึงมาตรา ๔๙ สรุปเป็นเนื้อความสั้นๆ ดังนี้
มาตรา ๒๕ : ศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง
มาตรา ๒๖ : การกำจัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลจะทำได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ
มาตรา ๒๘ : บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
มาตรา ๒๙-๔๘ : ครอบคลุมสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการเดินทาง การแสดงความคิดเห็น การนับถือศาสนา สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิทางศาล สิทธิในครอบครัวและสิทธิในด้านการศึกษาและสาธารณสุข
มาตรา ๔๙ : กล่าวไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องของผู้ร้องขอ จะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง
จะเห็นว่าถึงแม้สิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทยจะมีอยู่มากตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่การจะดำเนินการใดๆ นั้นก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมเป็นสังคมที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข
การมีสิทธิและเสรีภาพตลอดจนความเสมอภาคของบุคคลนั้น จึงอาจเปรียบได้เสมือนว่าบุคคลผู้นั้นมิได้เป็น “ทาส” ของผู้ใด
จากรูปแบบและวิถีการดำเนินชีวิตของสังคมยุคใหม่ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนอาจกระทบต่อศีลธรรมและความถูกต้องต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง
สื่อ เป็นตัวการสำคัญในการให้แต่ละคนได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ทั้งเรื่องราวของตัวเอง เรื่องราวของคนรอบตัว ตลอดจนเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง เรื่องราวของสังคมจึงเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการถ่ายทอดโดยยึดโยงอยู่กับความจริงและศีลธรรมอันดี ที่มนุษย์ทุกคนควรจะมีด้วย
แต่เนื่องจากมนุษย์ทุกคนไม่อาจจะเลือกเกิด ความแตกต่างทางด้านฐานะ ด้านการศึกษา ความเป็นอยู่
เศรษฐกิจ และทางสังคมจึงทำให้เกิดปัญหา หากทุกคนรับฟัง รับทราบ และหรือนำเอาสิ่งที่รับทราบนั้นไปปฏิบัติโดยเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ดีงาม โดยมิได้ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ตามสมควร ย่อมจะทำให้เกิดปัญหาติดตามมาอย่างแน่นอน
นักการเมืองและพรรคการเมืองจึงไม่ควรใช้สื่อในหลายรูปแบบที่มีอยู่ ในการทำให้ประชาชนเกิดความสับสน โดยเฉพาะในเรื่องที่พรรคพวกของตัวเองได้สร้างขึ้น เพื่อจะนำผลประโยชน์ในทางใดก็ตามที่เกิดจากความเข้าใจผิดหรือแม้กระทั่งหลงผิดของผู้ที่ได้รับการสื่อ มาสู่ตนเองหรือพรรคพวก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างไปจากการทำให้ประชาชนบางกลุ่มบางเหล่า ต้องตกเป็น “ทาสความคิด” ซึ่งนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังอาจเป็นผลเสียหาย ไม่ใช่เฉพาะแต่ตัวเองเท่านั้น แต่เสียหายต่อสังคมและประเทศชาติด้วย จึงขอให้นักการเมือง พรรคการเมือง และผู้บริหารประเทศจงใช้สติและปัญญา พินิจพิเคราะห์ให้ดีใน การใช้สื่อในการดำเนินการตามที่กล่าว
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

