ซุบซิบกทม.:19 ตุลาคม 2569

ซุบซิบกทม.
วิพากษ์วิจารณ์หึ่งมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการคลังเกี่ยวกับกรณีเรื่องจะประหยัดงบประมาณแผ่นดิน โดยให้ลดข้าราชการลง 30,000 อัตรา เพื่อหวังลดงบประมาณรายจ่ายให้เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่พอชำแหละงบประมาณจริงๆกลับพบว่า ลดคนแต่งบฯไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำไม่ใช่ต้องการ หรือทำให้ระบบราชการเล็กลง ตรงกันข้ามเป็นการโยกเงินภาษีจากด้านหน้า เช่น งบฯบุคลากรไปซุกไว้กระเป๋าหลัง คือ งบฯดำเนินงานผ่านการจ้างเหมา(เอาท์ซอส) จนกลายเป็นรัฐราชการ 2 ชนชั้นที่กดทับแรงงานเงากว่า 1.28 ล้านคน และกลายเป็นขุมทรัพย์เงินทอนกว่า 100,000 ล้านบาท เรื่องราวการเล่นกลทางบัญชีหรือนิติกรรมอำพรางดังกล่าวช่างโหดร้ายยิ่งทีเดียว มีคำถามว่าเพราะเหตุใดรัฐฯจงใจลดข้าราชการจำนวนดังกล่าว แต่ตัวเม็ดเงินกลับไม่ลดลงตามสัดส่วน ...รัฐบาลจงใจลดคนแต่ไม่ยอมลดงาน เมื่อหน่วยงานราชการตามเป้าหมายไม่ยอมรับหรือบรรจุข้าราชการประจำเพิ่ม ทั้งๆเนื้องานยังมีเท่าเดิม ทางออกคือหน่วยงานเหล่านั้นต้องใช้ดุลพินิจเลี่ยงทำสัญญาจ้างเหมาบริการดึงคนนอกเข้าทำงานแทน ผลลัพธ์ทางบัญชีจึงกลายเป็น“ภาพลวงตา”หน้าฉากงบบุคลากรที่เคยจ่ายเป็นเงินเดือนและสวัสดิการใหม่ดูเหมือนจะถูกควบคุมได้ตามเป้าหมาย ทว่าหลังฉากของหมวดงบฯดำเนินงานเงินภาษีประชาชนกลับโป่งพองขึ้นจากการจ่ายค่าจ้าง(เอาท์ซอส) เมื่อนับรวมกันงบฯรายจ่ายประจำที่แบกรับโครงสร้างภาครัฐอยู่ราว 70 เปอร์เซ็นต์จึงเท่าเดิม ไม่ได้ประหยัดเงินงบประมาณอะไรเลย ความ“แยบยล”จากการแยกกระเป๋าจ่ายนี้ จึงได้สถาปนาระบบราชการขึ้นในประเทศเป็น 2 ชนชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ...เมื่อเราไปเปิดดูสถิติกำลังพลภาครัฐของสำนักงาน กพ.จะพบกำลังพลประมาณ 3,037,803 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มๆแรกเป็นข้าราชการประจำ 1.76ล้านคน กลุ่มนี้ครองงบฯแผ่นดินก้อนใหญ่ 1.15-1.20 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเกือบครึ่งหนึ่งของงบฯรายจ่ายประจำ สิ่งที่น่าเจ็บปวด คือ ระบบ กพ.จัดสรรกำลังพลแบบ“หัวโตขาลีบ”อนุมัติเพิ่มแต่กำลังระดับบริหาร ที่ปรึกษาซี9-ซี11ในกระทรวงส่วนกลาง เพื่อรักษาสิทธิและอำนาจอนุมัติ แต่กลับไม่ยอมอนุมัติบรรจุถาวรให้พยาบาลวิชาชีพ ,หมออนามัย ,ครูชนบท โดยอ้างว่ากลัวภาระงบประมาณระยะยาว แล้วโยนภาระหน้าที่ด่านหน้าให้ลูกจ้าง... กลุ่มที่ 2 พนักงานสัญญาจ้างและจ้างเหมาบริการซึ่งมีสูงถึง 1.28 ล้านคน 42.19 เปอร์เซ็นต์ของกำลังพลภาครัฐทั้งหมด คนกลุ่มนี้ได้งบประมาณรวมกันเพียง 1.8-2.5 แสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น คิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าข้าราชการประจำถึง 4-5เท่า ชะตากรรมของพวกเขาเหล่านี้ต้องแขวนไว้บนสัญญาจ้างปีต่อปีหรือรายเดือนไร้บำนาญ ,ไร้โบนัส ,ไร้สิทธิ์รักษาพยาบาลข้าราชการ แถมต้องจ่ายค่าประกันสังคมหรือใช้สิทธิ์บัตรทองเอง ซ้ำร้ายรัฐบาลยังใช้นักกฎหมายทำ“นิติกรรมอำพราง ”หลีก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานบิดเบือนสัญญาจ้างแรงงานให้กลายเป็นสัญญาจ้างทำของเพื่อปฎิเสธการจ่ายค่าโอที วันหยุด ค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคม5เปอร์เซ็นต์ในฐานะนายจ้าง ทั้งที่ข้อเท็จจริงลูกจ้าง(เอ้าท์ซอส)เหล่านี้ต้องแสกนนิ้วเข้าออกงาน 08.35-16.30 น. ทำงานตามคำสั่งราชการ รวมถึงโดนลงโทษทางวินัยไม่ต่างไปจากราชการเลย นี่คือการ“ฟอกขาว”กดทับแรงงานสุดเลือดเย็น งบฯจัดซื้อจัดจ้าง(เอ้าท์ซอส)มูลค่านับ100,000 ล้านบาทต่อปีนอกจากจะกดขี่แรงงานแล้ว ยังกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงคอรัปชั่นที่ตรวจสอบชนิดยากสุดๆอีกด้วย ผ่านกรรมการหัก3ต่อๆแรก“ล็อกสเป็กทีโออาร์ ”ข้าราชการระดับสูงเขียนทีโออาร์ล็อกคุณลักษณะ เพื่อให้บริษัท“นอมินี”พวกตัวเองชนะประมูล... ต่อที่สอง หักหัวคิวเงินทอน สำนักงบฯจะตั้งงบฯค่าจ้าง 15,000-18,000 ต่อคนต่อเดือน แต่พอเอกชนรับงานไปก็จะหักกำไรไปถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ และจ่ายเงินทอนใต้โต๊ะ10-15เปอร์เซ็นต์ ย้อนกลับมาให้ผู้บริหารและกรรมารตรวจรับ เพื่อแลกกับการต่อสัญญาปีต่อไป “ต่อที่สาม”เงินภาษีประชาชนงวดสุดท้ายเหลือถึงมือคนทำงานแค่ 9,000-10,000 บาทชนิดไร้สวัสดิการ ...ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเกิดปม“พนักงานผี”โดยบริษัทจับมือกับกรรมการตรวจรับเบิกเงินเต็มเซ็นสัญญาจ้าง 100 อัตราแต่ส่งคนทำจริงแค่ 70 อัตรา ส่วน“งบฯผี”อีก 30 ก็นำมาหารครึ่งแบ่งกันระหว่างเอกชนกับข้าราชการ ดังนั้นแผนงานลดข้าราชการประจำจึงไม่ได้ปฎิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพประหยัดเงินภาษีประชาชนดังที่“หาวเป็นดาวเดือน”ประการใดเลย โดยสรุปการคิดเรื่องนี้ ก็นั่งคิดนอนคิดกำหนดความเจริญวิวัฒนาการของประเทศกันในกลุ่มคนมีอำนาจมีเงินมีทองเพียงมีอิทธิพลไม่กี่ชีวิตเท่านั้น โดยยึดเอาเงินภาษีประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วคนไทยชาวไร่ ชาวนา ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ลุงหวี ยายแสบ และยายแสด ย่อมตามไม่ทันและไม่มีวันรู้ทัน ทั้งหมดนี้เป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์เล่าขาน ถ้าเป็นจริงนับว่าชิบ้านเมืองส่อลางร้ายสาหัสยิ่ง...
ไผ่ฎำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

