'ประธานสภาฯ' นัดวิป 3 ฝ่ายสัปดาห์นี้ เคาะวันซักฟอก – เตือนสภาสร้างสรรค์หยุดบูลลี่ ปชช.เบื่อสภาทะเลาะกัน

‘ประธานสภาฯ’ เตรียมส่งรองเลขาฯนัดประชุมวิป 3 ฝ่ายสัปดาห์นี้เคาะจำนวนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังฝ่ายค้านขอ 5 วันฝ่ายรัฐบาลเสนอ 3 วันพร้อมฝากเตือนสติสภาสร้างสรรค์ทั้งสองฝ่ายต้องสู้กันด้วย "ข้อเท็จจริง-หลักฐาน" หยุดด่าทอ-บูลลี่ชี้ประชาชนเบื่อสภาทะเลาะกัน
19 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลว่า ขณะนี้มีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยฝ่ายค้านเสนอขออภิปราย 5 วัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) มองว่า 2–3 วันก็น่าจะเพียงพอ ซึ่งถือเป็นธรรมดาของแต่ละฝ่ายที่มีความต้องการไม่เท่ากัน ขั้นตอนหลังจากสภาฯ ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการแล้ว ตนได้มอบหมายให้รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นัดหมายวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ ครม. มาพูดคุยเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดกรอบเวลาอภิปรายและวันเริ่มต้นอภิปรายที่ชัดเจน โดยมีประธานสภาฯ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน
"การจะอภิปราย 3 วัน 4 วัน หรือ 5 วัน ต้องรอข้อตกลงจากทั้ง 3 ฝ่าย ทุกฝ่ายต้องเคารพซึ่งกันและกัน ดูความพร้อมและความจำเป็นของแต่ละฝ่าย ส่วนการกำหนดเวลาประชุมในแต่ละวัน เบื้องต้นมองไว้ที่ไม่เกินเที่ยงคืน เพื่อไม่ให้ดึกจนเกินไปเพราะประชาชนจะไม่ติดตามรับฟัง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเจรจาเบื้องต้น" ประธานสภาฯ กล่าว
เมื่อถามถึงความกังวลเรื่องความวุ่นวายในสภาฯ ระหว่างการอภิปราย นายโสภณ ยืนยันว่า หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อบังคับและเจตนารมณ์ของการอภิปราย ก็จะไม่เกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอน แม้คำกล่าวหาในญัตติจะมีความรุนแรง แต่ต้องแยกแยะระหว่าง "คำกล่าวหา" กับ "คำด่า"
"คำกล่าวหาคือการระบุว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร โกงอย่างไร ซึ่งฝ่ายกล่าวหาก็ต้องนำหลักฐานมาโชว์ ส่วนฝ่าย ครม. ก็มีหน้าที่นำหลักฐานมาหักล้างแก้ข้อกล่าวหา ความน่าเชื่อถือไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำที่รุนแรงหรือการหลอกด่ากัน แต่อยู่ที่พยานหลักฐาน ประชาชนไปที่ไหนเขก็บ่นว่าเบื่อสภาที่มีแต่เรื่องทะเลาะกัน ดังนั้น หากอยากเห็นสภาสร้างสรรค์ ขอให้พูดคุยกันอย่างสุภาพ ตรงไปตรงมา การใช้คำสุภาพและมีเหตุผลอาจได้ใจประชาชนและมีน้ำหนักมากกว่าคำหยาบคายหรือคำบูลลี่" นายโสภณ กล่าว
เมื่อถามว่าสำหรับกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำประเด็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือเรื่องในอดีตมาอภิปราย รวมถึงกรณีที่องค์กรอิสระอย่าง กกต. ไม่ได้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกานั้น ประธานสภาฯ ชี้แจงว่า ต้องดูว่าเนื้อหาเกี่ยวข้องกับใครและเกี่ยวกับเรื่องอะไร โดยหลักการตามข้อบังคับ ต้องเป็นการอภิปรายถึงการทำงานในรัฐบาลชุดปัจจุบันเท่านั้น ไม่สามารถย้อนหลังไปในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ได้ ส่วนเรื่องที่จบไปตามกระบวนการของหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ
เมื่อถามถึงกรณีความขัดแย้งและการกล่าวหากันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายในห้องประชุมสภาฯ นายโสภณ กล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ของประธานสภาฯ ที่จะไปตักเตือนส่วนตัว แต่ทุกฝ่ายมีหน้าที่ตามกฎหมายของตนเอง สิ่งสำคัญคืออย่าล้ำเส้นปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ และขอให้ช่วยกันสร้างศรัทธาทางการเมืองให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

