คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

หายนะของ‘ฝรั่งเศส’
เราคนไทยนั้นโชคดี ที่เหตุการณ์บ้านเมืองไม่เลวร้ายเหมือนสถานการณ์ในประเทศฝรั่งเศสเวลานี้ ของเราฝ่ายที่ต้องการ“ล้มรัฐบาล” ยังไม่สามารถปลุกกระแสประชาชนให้ลุกฮือออกมาขับไล่รัฐบาลได้ เพราะอารมณ์ร่วมของคนไทยไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน หรือเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสเหมือนประชาชนชาวฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสวันนี้จึงไม่ต่างจาก“เมืองนรก” ทั้งที่กรุงปารีส และอีกหลายหัวเมืองใหญ่ ไม่ใช่เมืองหลวงแห่งแฟชั่นหรือศิลปะอีกต่อไป แต่กลายสภาพเป็นสมรภูมิรบย่อยๆ ระหว่าง“ม็อบ”ซึ่งเป็นฝูงชนที่บ้าคลั่ง กับตำรวจปราบจลาจล สถานการณ์บานปลายถึงขั้น“เผา-ทำลาย-ปล้นสะดม” ทั้งเผาทำลายทรัพย์สินสถานที่ราชการ และวางเพลิงศาลากลาง ปล้นสะดม“ร้านค้า-ห้างสรรพสินค้า” ในหลายเมืองของประเทศฝรั่งเศส เช่น กรุงปารีส มาร์เซย์ บอร์โด ลีลล์ และนีซ ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อวิถีชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน
ชนวนเหตุที่ทำให้การประท้วงในฝรั่งเศสบานปลายจนกลายเป็นความรุนแรง และเกิดการก่อจลาจลในหลายเมือง เริ่มจากการประท้วงของกลุ่มนักเรียนมัธยมในเขตชานเมืองทางเหนือของกรุงปารีส ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องเกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนครูและสถานศึกษาทรุดโทรม ก่อนจะขยายวงโดยการเข้าร่วมสมทบของสหภาพแรงงานและประชาชนทั่วไป เพื่อเรียกร้องเรื่องความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพ อันเนื่องมาจากวิกฤตค่าครองชีพ ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลที่ซ้ำเติมผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศที่พุ่งสูงขึ้นเกือบจะถึงร้อยละ 120 ของ GDP
สถานการณ์รุนแรงที่สุด คือเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา อันนำไปสู่การก่อจลาจลครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของฝรั่งเศส ทั้งนี้ ทางการของฝรั่งเศสระบุว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมประท้วงมากว่า 5.5 แสนคนทั่วประเทศ ขณะที่สมาพันธ์แรงงานทั่วไปของฝรั่งเศส หรือ“CGT” ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุด เก่าแก่ที่สุด และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการประท้วงและการนัดหยุดงาน ประเมินว่ามีผู้ชุมนุมประท้วงมากกว่า 8 แสนคน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุการณ์ในฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่จะเดินขบวนอย่างสงบ แต่มีกลุ่มหัวรุนแรงสวมชุดดำปิดหน้า เผาและทำลายอาคารรัฐ เช่น ศาลากลางเมืองลีมอฌ (Limoges) ถูกเผาทำลาย, ศาลากลางเมืองมาร์แซย์ (Marseille) ถูกพ่นกราฟฟิตี้ และสำนักงานท่องเที่ยวเมืองลียง (Lyon) ถูกวางเพลิง รวมทั้งมีการปล้นสะดม“ร้านค้าหรู”และห้างสรรพสินค้า
เฉพาะ“ศาลาว่าการเมืองลีมอฌ” ที่ถูกผู้ชุมนุมประท้วงเผาทำลายนั้น นับเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ ซึ่งทางการฝรั่งเศสถือว่าเป็น“หายนะทางมรดกวัฒนธรรม" ครั้งสำคัญของฝรั่งเศส เนื่องจากอาคารแห่งนี้ เป็น“โบราณสถานและมรดกทางวัฒนธรรม” อายุ 143 ปี และเป็นสถานที่ทำการและศูนย์กลางการปกครองท้องถิ่นของเมืองลีมอฌ เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2518 ผ่านทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยไม่ถูกระเบิดทำลาย แต่ครั้งนี้หลังจากถูกเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ทำให้หลังคาพังทลายลงมา หอระฆังถล่ม และตัวอาคารเสียหายหนัก
อาคารแห่งนี้ มีคุณค่าทั้งด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะ เช่นหน้าบันโค้งของหอนาฬิกามีรูปปั้นแกะสลักผลงานของ “โทนี โนแอล” (Tony Noël) อันเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ความมีชื่อเสียงของอุตสาหกรรมเครื่องทองและงานลงยาของเมืองลีมอฌ และด้านหน้ามีน้ำพุหินที่ออกแบบโดย “ชาร์ล เฌอนุยส์” (Charles Genuys) สถาปนิกและนักออกแบบชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ส่วนการปล้นสะดมนั้น กลุ่มผู้ประท้วงได้ฉวยโอกาสทุบกระจกและบุกเข้าไปขโมยสินค้าในร้านค้าแบรนด์เนม ร้านสินค้าหรู เช่น “Louis Vuitton” , Hermès, ร้านเครื่องสำอาง, ร้านเทคโนโลยี (Apple) รวมไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ประท้วงหลัก ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา สมาชิกสหภาพแรงงาน และประชาชนชาวฝรั่งเศสทั่วไป ไม่ใช่กลุ่มผู้อพยพรายใหม่ แต่เป็นคนหนุ่มสาวซึ่งเป็นลูกหลานสายเลือดผู้อพยพรุ่นที่สองหรือรุ่นที่สาม และมีสัญชาติฝรั่งเศสแล้ว เพียงแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เข้าร่วมชุมนุมประท้วง ซึ่งประเด็นเรื่องผู้อพยพถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ก็เพราะมีการปั่นกระแสขึ้นมา ประกอบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาวิจารณ์และพยายามเชื่อมโยงว่า เหตุจลาจลและการเผาทำลายทรัพย์สินในฝรั่งเศสเกิดจากปัญหาผู้อพยพและการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม
โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมวานนี้ มีผู้ชุมนุมประท้วงถูกจับกุมไปแล้วทั้งหมดเกือบ 3 พันคน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจวาย 1 ราย เยาวชน 1 คนอายุ 15 ปีสูญเสียมือจากระเบิดของตำรวจ และเด็กหญิงอายุ 17 ปีบาดเจ็บและสูญเสียดวงตา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้รับบาดเจ็บ 997 นาย
สรุป ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดในฝรั่งเศส กระทั่งเวลานี้ได้จุดประกายให้เกิดการประท้วงเลียนแบบในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ผู้ประท้วงเรื่องค่าครองชีพได้ปะทะกับตำรวจบริเวณหน้ามหาวิหารดูโอโมและศูนย์การค้าสุดหรู จนต้องปิดสถานีรถไฟใต้ดินชั่วคราว ขณะที่ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม กลุ่มนักศึกษาหลายร้อยคนได้ลงถนนประท้วงค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้นและปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่โปรตุเกส นั้น ต้นเหตุมาจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่มีภาพลักษณ์“ประธานาธิบดีของคนรวย” ด้วยนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า“เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุน” มากกว่าประชาชนระดับล่าง
“มาครง” ที่เพิ่งจะอกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังจากเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ทั่วประเทศจนเกิดบานปลายเกิดจลาจลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดย“มาครง”ปัจจุบันอายุ 48 ปี เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นสมัยที่ 2 และจะครบวารในเดือนพฤษภาคมปี 2570 ได้สร้างไม่พอใจให้แก่ประชาชนและถึงขั้นมีการเรียกร้องให้ลงจากอำนาจ จากปัญหาสะสมทั้งการปฏิรูปบำนาญและรวบรัดอำนาจ ผลักดันกฎหมายขยายอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี โดยใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49.3 บังคับใช้โดยไม่ผ่านการลงมติของรัฐสภา ทำให้ถูกมองว่าไม่เคารพกลไกประชาธิปไตยและเพิกเฉยต่อเสียงประชาชน
และหนักสุดก็คือ ปัญหาปากท้องของประชาชนจากมาตรการรัดเข็มขัด ทำให้เกิดวิกฤตค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และราคาพลังงานที่พุ่งสูง สวนทางกับนโยบายควบคุมวินัยการเงินและการตัดลดงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมของรัฐบาล
สำคัญที่สุด ก็คือ การที่ฝรั่งเศสออกหน้าสนับสนุน“ยูเครน”อย่างเต็มตัว ทั้งในด้านงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ฝรั่งเศสทุ่มเงินช่วยยูเครนไปแล้วหลายพันล้านยูโร ทำให้โครงสร้างภายในประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก วิกฤตหนี้สาธารณะพุ่งสูงและงบประมาณตึงตัว ส่งผลให้รัฐบาลเผชิญภาวะวิกฤตขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง และบีบให้รัฐบาลต้องประกาศแผนรัดเข็มขัดทางการคลัง ตัดลดงบประมาณบริการสาธารณะภายในประเทศลง
ทั้งหลายทั้งปวงนั้นคือภาพทั้งหมดของฝรั่งเศสที่ทำให้มาถึงจุดนี้ในวันนี้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

