ลูก(เทพ)ไม้...หล่นไม่ไกลต้น เส้นทางบ้านใหญ่โคราช สุวรรณฉวี ในมือ พลพีร์

ในแวดวงการเมืองนาทีนี้ ชื่อของ "พลพีร์ สุวรรณฉวี" รมช.มหาดไทย กำลังถูกจับตาในฐานะรัฐมนตรีดาวรุ่ง ด้วยบุคลิกกล้าได้กล้าเสียกล้าลุย จนเริ่มถูกตั้งคำถามถึงที่มาว่าทำไมถึงได้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในเวลาอันรวดเร็ว

ถ้าจะนับย้อนหลัง "เต้ย" พลพีร์ สุวรรณฉวี ต้องถือเป็นเจเนอเรชันที่ 3 ของบ้านใหญ่ "สุวรรณฉวี" แห่งเมืองย่าโม นครราชสีมา เพราะต้องไปนับ 1 กันตั้งแต่ "เลิศ หงษ์ภักดี" อดีต สส.นครราชสีมา 2 สมัย ของพรรคชาติไทย (2526, 2529) ซึ่งเป็นบิดาของ "ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี" อดีต สส.นครราชสีมา อดีตรัฐมนตรี และอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา มารดาของ "พลพีร์"

นอกจากสนามการเมืองแล้ว ตระกูล "หงษ์ภักดี-สุวรรณฉวี" ต้องถือว่าเกี่ยวพันอยู่กับกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอด โดย "เลิศ หงษ์ภักดี" รับราชการและเติบโตมาในกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนก้าวสู่เส้นทางการเมืองเต็มตัว
เจเนอเรชันต่อมาคือ "ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" สามีของ "ระนองรักษ์" ก็เป็นนายอำเภอมาตั้งแต่ที่ครบุรี นครราชสีมา ไปที่เขาย้อย ท่ายาง เมืองเพชรบุรี ก่อนวกกลับมาเป็นนายอำเภอเมืองสระบุรี จากนั้นก็ก้าวสู่สนามการเมือง

"พลพีร์" จึงถือว่าเป็น "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" ตัวจริง เพราะนอกจากเป็น สส.โคราชแล้ว ยังได้ก้าวเข้าไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ถิ่นเก่าของคุณตาและคุณพ่อด้วย
"ไพโรจน์" สส.หนุ่มไฟแรงแห่งกลุ่ม 16
"ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" ก้าวสู่สนามการเมืองครั้งแรกในปี 2535 โดยในการเลือกตั้ง 2535/1 ได้เป็น สส.นครราชสีมา สังกัดพรรคสามัคคีธรรม ส่วน 2535/2 สังกัดพรรคชาติพัฒนา ก่อนจะรวมกลุ่มกับ สส.ต่างพรรคตั้งกลุ่ม 16 อาทิ "เนวิน ชิดชอบ", "สุชาติ ตันเจริญ", "วราเทพ รัตนากร" เป็นต้น
จากนั้นจึงย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทย และเป็นแกนนำในการตรวจสอบรัฐบาล "ชวน หลีกภัย" กรณี สปก.4-01 และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา แต่ได้ลาออกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 กรณีธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ พร้อมกับ "เนวิน ชิดชอบ" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง "สุชาติ ตันเจริญ" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม 16 ด้วยกัน
"ไพโรจน์" ย้ายพรรคอีกครั้งตาม "เสนาะ เทียนทอง" ไปอยู่พรรคความหวังใหม่ ต่อมาเมื่อพรรคความหวังใหม่รวมกับพรรคไทยรักไทย ก็ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และถูกตัดสิทธิทางการเมืองตอนที่พรรคไทยรักไทยโดนยุบพรรค
"ระนองรักษ์" รับไม้ต่อทางการเมือง
แม้จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ "ไพโรจน์" ก็ยังมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง โดยสามารถผลักดันให้ภรรยาและบุตร คือ "ระนองรักษ์-พลพีร์" เป็น สส. ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน และ "ระนองรักษ์" ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องไปในสมัยนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ด้วย
กระนั้นในการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปลายปี 2551 "ไพโรจน์" เป็น 1 ในแกนนำที่นำสมาชิกพรรคไปสนับสนุน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกฯ โดย "ระนองรักษ์" ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
อย่างไรก็ตามหลัง "ไพโรจน์" เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 "ระนองรักษ์" ก็เบนเข็มไปสู่การเมืองท้องถิ่น และได้ครองตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา ถึง 8 ปี (18 มีนาคม พ.ศ. 2555 – 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563)
จากนั้น "ระนองรักษ์" ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

"เต้ย พลพีร์" ลูกเทพ... ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
"ไพโรจน์-ระนองรักษ์" มีบุตร 3 คน คือ พลพีร์, พีรพร และณัฐวัชร์ หลังเป็น สส. ครั้งแรกด้วยอายุเพียง 25 ปี ในปี 2550 สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อมาปี 2554 "พลพีร์" ได้ลงสมัคร สส.นครราชสีมา อีกครั้งพร้อมกับ "เติ้ง พีรพร" น้องชาย คราวนี้สังกัดพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน แต่พลพีร์ฝ่ากระแสเสื้อแดงเข้ามาได้เพียงคนเดียว ส่วน "พีรพร" สอบตก

ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2562 "พลพีร์" ย้ายไปสวมเสื้อสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย แต่พ่ายแพ้ให้กับ "ทัศนาพร เกษเมธีการุณ" จากพรรคพลังประชารัฐ ไปแบบเฉียดฉิว
ทั้งนี้ ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 "เนวิน ชิดชอบ" เพื่อนรักของ "ไพโรจน์" ได้มาเจรจากับ "ระนองรักษ์" ให้จับมือกับ "กำนันป้อ" วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล และ "นพ.สำเริง แหยงกระโทก" อดีตนายก อบจ.นครราชสีมา จัดทัพสีน้ำเงินสู้ศึก อย่างไรก็ตามต่อมาก่อนเลือกตั้งปี 2566 "กำนันป้อ" ตัดสินใจไปซบพรรคสีแดง ทำให้ "ครูใหญ่เนวิน" ต้องออกแรงดันเต็มตัว ปรากฏว่า "พลพีร์" คว้าชัยชนะหวนกลับสู่สภาได้ แต่ "พีรพร" น้องชายยังไม่สามารถปักธงของตัวเองสำเร็จ

การเลือกตั้งปี 2569 กระแสน้ำเงินมาแรง "พลพีร์" กลับมาเป็น สส. อีกสมัย (เขต 9 ห้วยแถลง, จักราช, ชุมพวง เฉพาะตำบลตลาดไทร, โนนตูม) โดยพรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้ สส. โคราช 3 ที่นั่ง
โดยเที่ยวนี้ "พลพีร์" ได้ประเดิมตำแหน่งรัฐมนตรี เป็น มท.2 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เป็น "รัฐมนตรีลูกเทพ"

พิสูจน์ฝีมือ... พิสูจน์เส้นทางบ้านใหญ่
จาก สส. สมัยแรกอายุเพียง 25 ปี เมื่อปี 2550 ถึงขณะนี้ "พลพีร์" ในวัย 44 ปี เป็น สส. 4 สมัย ในห้วง 14 ปี สั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองมาพอประมาณ ผลงานในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย สร้างชื่อได้ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรื่องมาเฟียต่างชาติครอบครองที่ดินภูเก็ต การบุกทลายบ่อนเถื่อน บาร์เถื่อนจีนเทาอย่างเด็ดขาดแบบไม่ไว้หน้าใคร รวมทั้งข้าราชการที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบกรณีโรงงานสารเคมีรั่วไหลในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวพันไปถึงชาวต่างชาติด้วย

กล่าวสำหรับบ้านใหญ่ "หงษ์ภักดี-สุวรรณฉวี" วันนี้ต้องถือว่า "พลพีร์" คือหัวเรือใหญ่ที่จะกำหนดทิศทาง โดยเฉพาะสนามการเมืองโคราช ถือว่าปราบเซียน เพราะมีบรรดาบ้านใหญ่ที่แข่งขันกันอยู่หลายกลุ่ม
ต้องจับตาว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า "พลพีร์" จะสามารถใช้ชื่อเสียงและคอนเนกชัน ขยายพื้นที่ทางการเมืองได้หรือไม่
หากจะถือว่าเป็น "ลูกเทพ" นาทีนี้ "พลพีร์" กำลังเป็น "ลูกเทพ" ที่ถูกจับตามองมากที่สุดก็ว่าได้
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

