'ดร.ศาสดา' ถอดบทเรียน เหตุรุนแรงในฝรั่งเศส จากต้นแบบ "รัฐชาติ" สู่ "รัฐ" ไร้ความเป็น "ชาติ"

จากกรณีที่ประเทศฝรั่งเศสเกิดการประท้วงไปทั้งประเทศมากกว่า 500,00 คน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประกอบไปด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่และเด็กนักเรียนที่ออกมาตามท้องถนน และเกิดการปล้นร้านแบรนด์เนมดังหลายร้าน มีการเผาทำลายทรัพย์สินเกิดขึ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ใน ความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย
วานนี้ 19 ตุลาคม 2569 ดร. ศาสดา วิริยานุพงศ์ เป็นนักวิชาการและอาจารย์ประจำสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โพสต์ร่ายยาวเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสว่า จากต้นแบบ รัฐชาติ กลายเป็น รัฐ ที่ไม่มีความเป็น ชาติ โดยระบุว่า "ฝรั่งเศสจากต้นแบบ "รัฐชาติ" กลายเป็น "รัฐ" ที่ไม่มีความเป็น "ชาติ"

ผู้เขียนเองได้มีโอกาสใช้ชีวิตในฝรั่งเศสหลายปี และเมื่อจบการศึกษาแล้วกลับมาอยู่เมืองไทย ก็ยังได้เดินทางหรือกลับไปฝรั่งเศสโดยตลอด ครั้งล่าสุดที่กลับไปฝรั่งเศสก็เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เอง ภาพความทรงจำในวันนั้นกับภาพเหตุการณ์ในตอนนี้ของฝรั่งเศสทำให้รู้สึกเศร้าเสียใจมาก และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย
เหตุการณ์ความรุนแรงในฝรั่งเศสนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาระบบการศึกษา ความยากลำบากในดำรงชีวิตของชาวฝรั่งเศส แต่ส่วนหนึ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่า ฝรั่งเศสขาดความเป็นรัฐชาติ โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งนั้นจากชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้อพยพรุ่นที่สาม หรือรุ่นที่สี่
ทั้งนี้ การอพยพครั้งใหญ่เข้ามาในฝรั่งเศส เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผลจากสงครามทำให้บ้านเมืองได้รับความเสียหายมาก อาทิ เมืองเลออาร์ฟ (Le Havre) ที่แทบต้องสร้างเมืองใหม่ทั้งเมือง ในขณะที่ชายชาวฝรั่งเศสก็เสียชีวิตไปในสงครามโลกเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการบูรณะประเทศ การรับผู้อพยพหรือแรงงานจากประเทศอาณานิคมจึงเกิดขึ้น รวมถึงหลังจากนั้นประเทศอาณานิคมต่างๆ ได้แยกตัวเป็นรัฐอิสระโดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอัฟริกาเหนือริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ผู้ที่อาศัยในประเทศอาณานิคมดังกล่าวอพยพเข้ามาอยู่ในฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก เพื่อหนีความลำบาก ยากแค้นในประเทศของตน โดยมาหาชีวิตที่ดีกว่าในฝรั่งเศส
นอกจากผู้อพยพจากประเทศอาณานิคมต่างๆ ของฝรั่งเศสแล้ว ปัญหาการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกสในยุคของซาลาซาร์ ที่ทำให้ชาวโปรตุเกสส่วนหนึ่งต้องหนีออกนอกประเทศทางมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อมาขึ้นฝั่งที่ฝรั่งเศส หรือสเปนช่วงสงครามกลางเมืองในยุคนายพลฟรังโก รวมถึงชาวอิตาลีจากทางใต้ที่มาหาโอกาสที่ดีกว่าในฝรั่งเศส
ดังนั้น แล้วผู้อพยพในรุ่นแรก รุ่นที่สองหรือรุ่นที่สามที่ติดตามครอบครัวมาในตอนที่ตนยังเป็นเด็กจึงรับรู้ว่า การได้มาใช้ชีวิตในฝรั่งเศสที่ถึงแม้จะไม่ได้ดีหรือสมบูรณ์เทียบเท่าชาวฝรั่งเศสดั้งเดิม แต่ถือได้ว่าชีวิตใหม่ในฝรั่งเศสนั้นดีกว่าเดิมอย่างมาก
ครั้นถึงในรุ่นที่สี่และห้า ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นชาวฝรั่งเศสได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุที่เกิดและโตในฝรั่งเศส แต่กลับกลายเป็นว่า หลายคนกลับไม่ได้รักประเทศที่ตนเกิดและเติบโตมา ต่างจากรุ่นบรรพบุรุษที่ได้รับโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าจากฝรั่งเศส ด้วยเหตุที่ว่า เขาเหล่านั้นไม่ได้เกิดและโตอย่างยากลำบากเหมือนบรรพบุรุษ จึงนึกคิดว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือได้รับการปฏิบัติเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง แน่นอนว่า การเป็นลูกหลานผู้อพยพ การมีสีผิวที่แตกต่าง การนับถือศาสนาที่แตกต่างจากคนฝรั่งเศสดั้งเดิม อาจเป็นอุปสรรคหรือสร้างความลำบากในการดำรงชีวิตอยู่บ้าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความยากลำบากของพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของเขาก่อนที่จะอพยพหรือย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส
ลูกหลานผู้อพยพหลายคนได้ใช้โอกาสที่มีอยู่พัฒนาตนเองจนมีชีวิตที่ดี เป็นรัฐมนตรี นักธุรกิจ ข้าราชการ นักวิชาการ แต่อีกหลายคนกลับใช้ชีวิตจมอยู่กับจุดด้อย เรียกร้องความสนใจ และสร้างปัญหาสังคมตลอดมา ยิ่งในช่วงหลังๆ จุดเปราะบางดังกล่าว ได้กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่อาศัยประโยชน์ในการได้มาซึ่งคะแนนเสียง รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าว ก็คือ เขาเหล่านั้นอาศัยอยู่ในรัฐเดียวกัน อันได้แก่ รัฐฝรั่งเศส หรือประเทศฝรั่งเศส แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดในความเป็นคนชาติฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่รู้ปัญหา แต่ขยับตัวช้าด้วยเหตุที่มองว่าการยอมรับความหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ แต่ได้ละเลยความเป็นชาติไป ทั้งที่จริงแล้วทั้งความหลากหลายและความเป็นชาติสามารถจะผสมผสานไปด้วยกันได้ และเหนือสิ่งใดชาติต้องมาก่อน
เหตุการณ์ในฝรั่งเศส ณ เวลานี้ น่าจะเป็นบทเรียนและประสบการณ์ให้กับประเทศของเราว่า ความเป็นรัฐชาติ (Nation state) นั้นสำคัญแค่ไหน การมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจโดยเฉพาะในยามบ้านเมืองมีวิกฤต ซึ่งจะแตกต่างจากนักการเมืองที่อาจเป็นคู่กรณีในเหตุการณ์นั้นเอง
การมีภาษาของตนเอง การมีขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติ แม้จะแตกต่างกันบ้างในแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะอีสาน ล้านนา ปักษ์ใต้ หรือภาคกลาง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกร่วมกันในความเป็นชาตินั้นเข้มแข็งขึ้น
การถ้อยทีถ้อยอาศัย ประนีประนอม การนึกถึงผู้อื่น ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า เป็นภาพที่ชาวต่างชาติหรือคนไทยด้วยกันเอง มองเห็นว่า นี้คือลักษณะหนึ่งของคนไทยหรือชาติไทย ซึ่งทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่ แม้จะมีคนไทยบางกลุ่มที่มักจะใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตหรือเรียกร้องปลุกเร้าให้ใช้วิถีทางที่สุดโต่งโดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อประเทศชาติและสังคม แต่ก็ต้องรับว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
แน่นอนว่า มนุษย์หรือคนไทยทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพติดตัวมาตั้งแก่เกิดหรือเรียกว่า "สิทธิตามธรรมชาติ" แต่การใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่อาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งและก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้ ก่อให้เกิดสภาวะอนาธิปไตย (anarchy) มนุษย์ก็จะถอยกลับไปสู่สังคมป่าเถื่อน เกิดความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน "การมีเสรีภาพอย่างเต็มที่จึงก่อให้เกิดการไร้เสรีภาพในขณะเดียวกัน" ดังจะได้เห็นจากฝรั่งเศสในตอนนี้
ดร.ศาสดา วิริยานุพงศ์ 19 ต.ค. 2569 ปล. ภาพบรรยายกาศตลาดขายของเก่าในเมือง Colmar ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกันยายน 2569

หลังจากที่โพสต์ของ ศาสดา วิริยานุพงศ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"ขออนุญาตแชร์นะคะ ขอบคุณมากค่ะ"
"เสียดายนะคะ ตอนที่ไปฝรั่งเศสครั้งแรกขึ้นจากสถานีรถไฟใต้ดินมากลางขบวนเดินประท้วงพอดี แต่ก็เป็นการประท้วงที่มีการแสดงพลังแต่ไม่รุนแรง ยังนึกชมว่าเค้ารู้จักความพอดีในการใช้สิทธิเสรีภาพค่ะ ขอบคุณน้องบอลวิเคราะห์ให้ทราบว่าทำไมสิ่งดีๆ เหล่านั้นจึงเปลี่ยนไป"
"วิดคราะห์ได้ดีและน่าสนใจมากครับพี่"
"สหรัฐฯ ก็เป็นประเทศที่เต็มไปด้วย immigrants เหมือนกัน เป็นชาติที่อายุน้อยกว่าด้วย เมื่อมองในมุมที่อาจารย์วิเคราะห์มา แสดงว่าความคลั่งชาติของสหรัฐฯ ก็มีผลดีอยู่นะครับ"
"อาจารย์วิเคราะห์ได้ดีมากครับ"
"ที่อพยพมาเป็นคนแอฟริกันหรือเป็นคนยุโรปครับ"
"มองอีกแง่ มันเหมือนกงกรรมกงเกวียนอยู่นะ "
"เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ ความหลากหลายที่ไร้แกนกลางย่อมกลายเป็นความแตกแยก และเสรีภาพที่ปราศจากความรับผิดชอบ ก็คือจุดเริ่มต้นของจุดจบแห่งเสรีภาพครับ"
"รากฝอย ไม่ใช่รากแก้ว ใช่ไหมครับอาจารย์"
"ขออนุญาตแชร์ค่า อาจารย์บอล"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Sartsada Wiriyanupong
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

