ยกระดับ ‘Functional Probiotic’ สายพันธุ์ไทย สู้ภัยเงียบ NCDs

ในยุคที่สังคมโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตภัยเงียบจาก กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง การดูแลสุขภาพจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ "การป้องกันทั่วไป" อีกต่อไป หากแต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ "นวัตกรรมสุขภาพเจาะจงรายบุคคล" ล่าสุด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หรือ TISTR ร่วมกับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เดินหน้าขยายความร่วมมือครั้งสำคัญในการต่อยอดงานวิจัย “โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย” จากความสำเร็จของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Probiotic Daily Balance และ Probiotic LD-Less ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม สู่การยกระดับการวิจัย ‘Functional Probiotic’ หรือโพรไบโอติกส์ที่มีฟังก์ชันจำเพาะเพื่อตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการป้องกันและเสริมการรักษาโรค NCDs พร้อมวางรากฐานขยายผลสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต
ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ทว่าความท้าทายหลักคือการนำงานวิจัยคุณภาพจากห้องปฏิบัติการออกมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมได้อย่างจริงจัง และเพื่อทลายข้อจำกัดดังกล่าว วว. จึงได้จัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM) ซึ่งนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีชีวภาพจากจุลินทรีย์แบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ยกระดับกระบวนการวิจัยจากระดับห้องทดลองไปสู่โรงงานผลิตระดับอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐานสากล ได้แก่ GHP, ISO และ IEC 17025
โดยศูนย์ฯมีศักยภาพให้บริการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์โพรไบโอติกมากกว่า 50 สายพันธุ์ และขึ้นทะเบียนโพรไบโอติกเพื่อใช้งานเชิงพาณิชย์แล้วมากกว่า 20 สายพันธุ์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ อย. อีกประมาณ 30 สายพันธุ์ และอยู่ในระบบวิจัยพัฒนาอีกราว 35 สายพันธุ์ ครอบคลุมการวิเคราะห์คุณสมบัติพรี-โพรไบโอติก การทดสอบฟังก์ชันในระดับเซลล์เพาะเลี้ยง การทดสอบความเป็นพิษต่อหน่วยพันธุกรรมตามมาตรฐานสากล OECD และ GLP
“ICPIM ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนไปแล้วหลายสิบโครงการ แต่ยังผนึกกำลังกับอินโนบิกในการผลิตระดับอุตสาหกรรมมากกว่า 200 กิโลกรัม ควบคู่กับการทดสอบทางคลินิก สิ่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของจุลินทรีย์ไทย ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมอาหารฟังก์ชันและอาหารทางการแพทย์ของไทยอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ วว. กล่าวและว่า นอกจากนี้ วว. กำลังมุ่งหน้าพัฒนา โพรไบโอติกรุ่นใหม่ (Next-Generation Probiotics : NGPs) ที่จำเพาะต่อสุขภาพ เพื่อยกระดับสู่ ผลิตภัณฑ์ชีวบำบัด (Live Biotherapeutic Products : LBPs) ควบคู่กับการปรับโมเดลของ ICPIM สู่ RDIM ในรูปแบบ CDMO (Contract Development and Manufacturing Organization) ให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่การวิจัย พัฒนาสูตร ทดสอบทางคลินิก ขึ้นทะเบียน ไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์เพื่อรองรับการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน
ด้าน ดร.ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.อินโนบิก (เอเซีย) เผยภาพรวมตลาดผ่านรายงาน Bigger on the Inside : The Expanding World of Microbiome Therapeutics ของ IQVIA ว่า ตลาดโพรไบโอติกในกลุ่ม OTC และ Consumer Health ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 และเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 7% ต่อปี

“ตัวเลขนี้สะท้อนความตื่นตัวของผู้บริโภคทั่วโลกที่เปลี่ยนจากโพรไบโอติกทั่วไป สู่การมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุสายพันธุ์ คุณสมบัติ และประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างเฉพาะเจาะจง อินโนบิกจึงมุ่งเน้นการพัฒนา Functional Probiotic ตอบโจทย์กลุ่มโรค NCDs เช่น เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง โดยเชื่อมโยงกับ วว. และสถาบันวิจัยต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” ดร.ณัฐ กล่าว
ดร.ณัฐ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันอินโนบิกมีผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกที่วางจำหน่ายแล้ว 2 รายการ ได้แก่ 1.Probiotic Daily Balance (General Probiotic) ผลิตภัณฑ์ซินไบโอติกเพื่อปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ผสานจุลินทรีย์สายพันธุ์ Bifidobacterium breve TISTR 2986 และ Bacillus coagulans TISTR 2952 เข้ากับพรีไบโอติก 2.Probiotic LD-Less (Functional Probiotic) นวัตกรรมดูแลระดับคอเลสเตอรอล LDL โดยใช้สายพันธุ์ Lacticaseibacillus paracasei TISTR 2593 ซึ่งมีผลงานวิจัยทางคลินิกรองรับว่า การรับประทานต่อเนื่อง 90 วัน ช่วยลดระดับ LDL ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ล่าสุด TISTR 2593 ได้รับการขึ้นทะเบียน Monograph สำหรับ "ยาความเสี่ยงต่ำ" จาก อย. เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการยกระดับจุลินทรีย์ไทยสู่การกำกับดูแลมาตรฐานระดับยา และ 3.โพรไบโอติกเสริมการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ผลิตภัณฑ์ Functional Probiotic ตัวใหม่ล่าสุดที่ อินโนบิก และ วว. กำลังร่วมกันวิจัยพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อใช้เสริมการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
“โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม Life Science ในประเทศไทยไม่ใช่การขาดแคลนงานวิจัย แต่คือทำอย่างไรไม่ให้งานวิจัยหยุดอยู่แค่ในห้องทดลอง อินโนบิก จึงวางตนเองเป็น "Ecosystem Builder" หรือผู้เชื่อมโยงภาควิจัย ภาครัฐ โรงงานผลิต และเครือข่ายทางการแพทย์ เช่น ร้านขายยา คลินิก และโรงพยาบาล เพื่อส่งต่อนวัตกรรมสู่ผู้บริโภคได้อย่างเป็นระบบ” ดร.ณัฐ กล่าวและว่า สำหรับการขยายผลสู่ต่างประเทศ ได้วางทิศทางอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการศึกษาศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มประชากรเป้าหมาย โดยเฉพาะประเทศที่มีพฤติกรรมการบริโภค วิถีชีวิต และโจทย์ทางสุขภาพใกล้เคียงกับประเทศไทย การบุกตลาดจะเน้นการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด

การผนึกกำลังระหว่าง วว. และ อินโนบิก ในการพัฒนางานวิจัย Functional Probiotic สายพันธุ์ไทย ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพของนักวิจัยและทรัพยากรชีวภาพไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบของการเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็น "นวัตกรรมที่สร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ" อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

