จากวิถีเกษตรสู่พรีเมียม! เปิดนวัตกรรม ‘กล้วยตากอัจฉริยะ’ ผลงานเปลี่ยนชีวิตชาวคลองสาม

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมมือกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง OTOP นวัตวิถีบ้านคลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการบริการวิชาการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยใช้กลไกการทำงานที่ให้ชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์และร่วมออกแบบการพัฒนาอย่างแท้จริง มุ่งนำองค์ความรู้แบบบูรณาการจาก 9 คณะวิชา ลงพื้นที่แก้ปัญหาและยกระดับศักยภาพชุมชนอย่างรอบด้าน จนสามารถคว้ารางวัลการันตีความสำเร็จระดับประเทศในปี 2569 พร้อมวางเป้าหมายเป็นโมเดลต้นแบบขยายผลสู่ชุมชนอื่นต่อไป
ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ ม.กรุงเทพ เปิดเผยว่า การทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ไทยเบฟ และชุมชน ช่วยสร้างพลังขับเคลื่อนที่มีคุณค่าจากการนำองค์ความรู้และประสบการณ์มาร่วมกันค้นหาจุดแข็งและประเด็นที่ต้องพัฒนา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับชุมชนคลองสามเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงประสบการณ์ให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติกับโจทย์จริง เพื่อนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพื้นที่อื่นๆในอนาคต
ขณะที่ นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ประธานโครงการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสา บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวเสริมว่า ชุมชนคลองสามเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงเนื่องจากยังคงรักษาวิถีเกษตรพอเพียงที่ปฏิบัติได้จริง จึงเหมาะแก่การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครัวเรือน โดย ม.กรุงเทพ ได้เข้ามาช่วยเสริมทักษะ ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของฝาก และการบริหารจัดการรองรับนักท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนคลองสามกลายเป็นโมเดลการพัฒนาที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของและพร้อมเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดย ม.กรุงเทพ ได้นำองค์ความรู้จาก 9 คณะ มาบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้จากโจทย์จริง เกิดเป็นผลงานและแนวทางที่ชุมชนสามารถนำไปใช้ต่อได้จริง หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว One Day Trip Green Route โดยภาควิชาการจัดการการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ร่วมกับนักศึกษาลงพื้นที่สำรวจและออกแบบเส้นทางจากสิ่งที่ชุมชนมีอยู่เดิม ทั้งวิถีเกษตรอินทรีย์ ต้นลำพู บ่อแหนแดง และสระบัวหลวง พร้อมพัฒนาสื่อดิจิทัลเพื่อสื่อสารเรื่องราวของชุมชนให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และร่วมพัฒนาเป็น “สำรับคลองสาม” ดึงวัตถุดิบและรสชาติท้องถิ่นมานำเสนอในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาหารและผลผลิตของชุมชน

ในการดำเนินงานปีที่ 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้นำความเชี่ยวชาญจาก 9 คณะวิชา ลงพื้นที่ร่วมพัฒนา ได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว One Day Trip Green Route ชูจุดเด่นวิถีเกษตรอินทรีย์ ต้นลำพู บ่อแหนแดง และสระบัวหลวง พร้อมสร้างสื่อดิจิทัลเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และร่วมรังสรรค์ “สำรับคลองสาม” อาหารท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัย , คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ยกระดับเรือนอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยระบบควบคุมอัจฉริยะ (IoT) “เรือนอบกล้วยอัจฉริยะ” ช่วยให้การอบกล้วยมีความสม่ำเสมอได้มาตรฐาน สร้างผลิตภัณฑ์ “กล้วยตาก” ยอดฮิตที่ผลิตไม่ทันต่อคำสั่งซื้อ , คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ออกแบบภูมิทัศน์ ระบบป้ายบอกทาง และป้ายสื่อความหมาย สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเรื่องราวของพื้นที่ , คณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ จัดทำแผนที่ 3 มิติด้วยโดรน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 14,000 ตารางเมตร เพื่อเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลสำหรับการวางผังและวางแผนพัฒนาในอนาคต และกลุ่มคณะสายธุรกิจ (คณะบัญชี, คณะบริหารธุรกิจ, คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ และคณะนิติศาสตร์): เสริมศักยภาพการจัดการธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่ระบบบัญชีรายรับ-รายจ่าย การคิดต้นทุน การสร้างแบรนด์ ช่องทางการตลาด ตลอดจนคำแนะนำด้านเครื่องหมายการค้าและการทำฉลากบรรจุภัณฑ์
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นส่งผลให้อย่างเป็นรูปธรรมจนทำให้ชุมชนคลองสามได้รับรางวัลสำคัญระดับประเทศถึง 2 รางวัลในปี 2569 ได้แก่ รางวัลพระราชทานหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลแหนบทองคำ เนื่องจากในวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2569
น.ส.รุ่งนภา แก้วธรรม (กำนันนก) ผู้นำชุมชนบ้านคลองสาม กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ชาวบ้านคลองสามทำเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาหลายรุ่น แต่ที่ผ่านมาขาดการวัดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและการประชาสัมพันธ์ การได้ร่วมงานกับ ม.กรุงเทพ และไทยเบฟ ช่วยดึงศักยภาพของชุมชนออกมาจนเห็นผลชัดเจน สามารถนำเสนอเป็นแบบอย่างต่อหน่วยงานภาครัฐ และคว้า 2 รางวัลใหญ่ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญและเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของโมเดลความร่วมมือดังกล่าว
การพัฒนานี้ยังคงเดินหน้าดำเนินการต่อเนื่องโดยมีแนวทางร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึก รวมถึงพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่เข้ามาเรียนรู้วิถีเกษตรในพื้นที่ การบูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับการพัฒนาชุมชน และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) สะท้อนการเปลี่ยน “โจทย์ของชุมชน” ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ นวัตกรรม และผลลัพธ์ที่สามารถเติบโตต่อได้อย่างยั่งยืน

