จลาจลฝรั่งเศส ทุบธุรกิจ 2,000 แห่งพังยับ เสียหายพุ่ง 100 ล้านยูโร ร้านเล็กเสี่ยงเจ๊งระนาว

20 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสเผย มีธุรกิจกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบจากเหตุจลาจลและการปล้นสะดมของการประท้วงครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส
การประเมินเบื้องต้นพบว่ามีธุรกิจได้รับผลกระทบแล้วประมาณ 1,500 แห่ง แต่เนื่องจากยังไม่ได้รวบรวมข้อมูลจากบางเมือง ตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 10-20% คาดว่าจำนวนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจะเพิ่มขึ้นเกิน 2,000 แห่ง คาดว่ามูลค่าความเสียหายมากกว่าร้อยล้านยูโร ตามการประเมินของ อเล็กซองดร์ บอมพาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Carrefour และประธานสมาพันธ์ค้าปลีก (FCD)

เครือข่ายค้าปลีกและแบรนด์หรูรายใหญ่มีทั้งเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย และทีมงานส่วนกลางที่พร้อมซ่อมแซมร้านและเร่งกลับมาเปิดดำเนินการ ตรงกันข้ามกับร้านค้าอิสระและธุรกิจครอบครัว ซึ่งต้องรับมือพร้อมกันทั้งสินค้าที่สูญหาย กระแสรายได้ที่หยุดชะงัก และขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหม โดยเจ้าของกิจการจำนวนมากอาจต้องจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ความเสียหายที่บริษัทขนาดใหญ่ยังพอรับมือได้ จึงอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ร้านค้ารายเล็กต้องปิดกิจการ
โดยเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่นี้ ธุรกิจที่ตกเป็นเป้าหมายมีตั้งแต่ซูเปอร์มาร์เก็ต Carrefour, Franprix และ Monoprix ไปจนถึงร้านไวน์ ร้านเทคโนโลยี บาร์ ร้านบุหรี่ไฟฟ้า และร้านสินค้าแบรนด์หรู

โดยร้าน 'เซลีน' บนถนน Avenue Montaigne ถูกบุกปล้น ขณะที่ปรากฏภาพการปล้นสะดมร้าน 'ดิออร์' บนถนน Rue Saint-Honoré และร้าน 'ลาคอสต์' ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
ผู้ก่อเหตุยังพยายามบุกห้าง แกลเลอรี ลาฟาแยตต์ สาขาหลักบนถนน Boulevard Haussmann ก่อนที่ตำรวจจะเข้าขัดขวาง
ส่วนในมาร์แซย์ ร้าน 'หลุยส์ วิตตอง' และ 'แอร์เมส' ถูกงัด ขณะที่ร้าน แอปเปิล ในลีลและบอร์โดซ์ รวมถึงร้าน 'เซโฟร่า' ในปัวตีเย ถูกปล้นสะดม

ห้าง แกลเลอรี ลาฟาแยตต์ ในบอร์โดซ์ แรนส์ และช็องเบรี ก็ตกเป็นเป้าการโจมตีเช่นกัน เช่นเดียวกับร้านของแบรนด์ ดีแคทลอน , อินเตอร์สปอร์ต , ฟินแนค และ ฮิวโก้ บอส เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจลาจลนี้สร้างความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง ครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ร้านค้าเฉพาะทาง และผู้ประกอบการรายย่อย
อเล็กซองดร์ บอมพาร์ด ระบุว่า เฉพาะค่าซ่อมแซมสาขา คาร์ฟูร์ ที่ได้รับความเสียหายก็คาดว่าจะทะลุ 11 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้นมาก แต่แม้เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่ยังมีทั้งฐานะการเงินที่แข็งแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยงบรักษาความปลอดภัย และทีมงานส่วนกลางคอยรับมือกับวิกฤต

ด้วยทรัพยากรที่มีของแบรนด์อย่าง ดิออร์ , เซลีน , หลุยส์ วิตตอง และ แอร์เมส จึงน่าจะเปลี่ยนกระจกหน้าร้านที่เสียหายได้ภายในไม่กี่วัน ต่างจากร้านเล็กๆ ในประเทศซึ่งยังไม่มีหลักประกันว่าจะกลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้ง
สำหรับร้านเล็กด่านแรกของการฟื้นตัวคือการหาเงินมาจ่าย "ค่าเสียหายส่วนแรก" หรือเงินส่วนที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แต่เจ้าของร้านบางรายไม่มีเงินสดสำรองเพียงพอ ขณะเดียวกันยังต้องจัดเตรียมเอกสาร ติดต่อบริษัทประกัน และพยายามประคองกิจการให้เดินหน้าต่อไปให้ได้หลังจากเหตุการณ์สงบแล้ว



ข่าวที่เกี่ยวข้อง

