แวดวงการเงิน : 21 ตุลาคม 2569

** หนึ่งในประเด็นสำคัญของวงการการเงินโลกตอนนี้คือเรื่องของ "หนี้” ทั้งหนี้ของรัฐบาลและเอกชน...ฝั่งเอกชนที่ต้องให้ความสำคัญคือ "คุณภาพ” หนี้ที่ดูเหมือนว่าทำท่าจะอ่อนแอลงเพราะความสามารถในการชำระคืนลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการ กลุ่ม SME...
ส่วนหนี้ของรัฐบาล...แม้ว่าประเทศไทยจะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็เอามาเปรียบเทียบกันไม่่ได้..เพราะความน่าเชื่อถือ...ความแข็งแกร่งและขนาดของเศรษฐกิจ...ของไทยไม่เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ...ญี่ปุ่น..ที่มีหนี้สาธารณะเกินกว่า 100% ต่อจีดีพี...

กลับมาที่ประเทศไทย...งานยากสำหรับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...ต่อจากหนี้คือการสร้างความมั่นคงทางการคลัง...ซึ่งก็ต้องทำทั้ง 2 ด้าน...
ทั้งควบคุมการใช้งบประมาณอย่างประหยัด (รัดเข็มขัด)..และการเพิ่มรายได้รัฐ ซึ่งนั่นหมายถึงเพิ่มรายได้จากภาษี...ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่ง่ายที่จะเพิ่มรายได้จากภาษี...หากไม่ขึ้นอัตราภาษีและขยายฐานภาษี... ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้กระทบต่อชีวิตประชาชนและภาคธุรกิจแน่นอน แต่ไม่ทำก็ไม่ได้เสียด้วย...
ถึงตรงนี้ถ้าจะเซฟสุด (ถูกด่าน้อยสุด) ถ้าจะขึ้นภาษี...สินค้าในกลุ่มสินค้าบาปทั้งหลาย เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ ขึ้นภาษีสรรพสามิตได้เลยรวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าทั้งคัน ก็ขึ้นไปในอัตราสูงๆ ได้ รับรองคนไม่ด่า...
ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มจะอั้นไว้ที่อีก 7% ต่อไปก็เอาเฉพาะสินค้า-บริการ ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน...คนมีรายได้น้อยจะได้ไม่เดือดร้อน...ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยจะขยับให้มากกว่า 10% ยังได้...เพราะสินค้าพวกนี้คนที่มีอันจะกินเขาใช้เขาซื้อกัน..เพิ่มขึ้นแค่นี้พวกเขา "ขนหน้าแข้งไม่ร่วง ”แน่นอน...

ตอนนี้มี "สินค้าบาป” ตัวหนึ่งที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว...นั่นคือบุหรี่ที่ คุณพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เขาทำการศึกษาไว้เสร็จหมดแล้ว..หากจะปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ตามที่กรมสรรพสามิตคิดมา รัฐบาลได้ภาษีเพิ่มแน่ๆ ได้ทันทีทันใดเลย...ตอนนี้เหลืออยู่แค่รอให้ รมว.คลัง ตัดสินใจเท่านั้นเอง...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

