ดร.ณัฏฐ์ ชี้ อนุทิน-ธรรมนัส ไม่อาจควบรวมพรรคได้ แต่จับมือหนุนซักฟอกรัฐบาลได้

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปม “อนุทิน”-“ธรรมนัส”ไม่อาจควบรวม พรรคกล้าธรรม-พรรคภูมิใจไทยได้ แต่อาจเป็นพันธมิตรทางการเมืองในศึกซักฟอกและลงมติในร่างกฎหมายสำคัญได้ เพื่อเสถียรภาพแข็งแกร่งทางการเมือง
ตามที่มีกระแสข่าวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารอินเดียกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าจะควบรวมพรรคการเมืองได้หรือไม่นั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า พรรคการเมืองในแง่กฎหมายตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ถือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ส่วนในแง่รัฐศาสตร์ คือ พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง
ดร.ณัฏฐ์กล่าวว่า การควบรวมพรรคการเมืองระหว่างสองพรรคการเมืองกระทำได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
สาระสำคัญของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน แตกต่างจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 (กฎหมายเดิม) ในอดีต
ดร.ณัฏฐ์อธิบายว่า การควบรวมพรรคการเมือง หมายถึง การที่สองพรรคการเมืองขึ้นไปตกลงควบกิจการพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน
พูดภาษาชาวบ้าน คือ เจตนาเอา สส.ของสองพรรคมารวมกัน เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเมือง
ดร.ณัฏฐ์ชี้ว่า การควบรวมพรรคการเมืองให้กระทำได้เฉพาะเป็นการรวมกันเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 97 และต้องไปขอความเห็นจากสมาชิกพรรคต่อที่ประชุมใหญ่พรรคการเมืองนั้น กก.บห.พรรคการเมืองจะควบรวมพรรคตามอำเภอใจไม่ได้ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 98
ดร.ณัฏฐ์กล่าวว่า เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคแล้ว ให้ กกต.มีคำสั่งให้พรรคการเมืองเดิมที่รวมกันเป็นอันสิ้นสุดลง
โดยให้สมาชิกพรรคการเมืองเดิมโอนไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ที่จัดตั้งขึ้น และให้บรรดาทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ และความรับผิดของพรรคการเมืองเดิม โอนไปยังพรรคการเมืองใหม่นับตั้งแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
ดร.ณัฏฐ์ระบุว่า พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 96 ได้บัญญัติเป็นข้อห้ามควบรวมพรรคการเมืองที่ไม่อาจกระทำได้ คือ “ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิได้” ย้ำ กระทำไม่ได้เพราะกฎหมายพรรคการเมืองห้ามเด็ดขาด
พูดภาษาชาวบ้าน คือ จะใช้เทคนิคควบรวม สส.ทั้งสองพรรคในระหว่างอายุสภาไม่ได้ หากจะกระทำต้องรอให้สิ้นอายุสภา แล้วไปควบรวมพรรคกันในภายหลัง
กระแสข่าวระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะใช้เทคนิคควบรวมพรรคทั้งสองพรรคเข้าด้วยกัน ไม่อาจกระทำได้เพราะต้องห้ามตามกฎหมาย
หากย้อนไปดูในอดีต พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ไม่ห้ามควบรวมพรรคการเมือง เปิดช่องให้นายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในปี 2544-2547 ทำการควบรวมระหว่างพรรคไทยรักไทยกับ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเสรีธรรม พรรคความหวังใหม่ และพรรคชาติพัฒนา ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมีจำนวน สส.เพิ่มขึ้น 377 เสียง ทำให้เกิดความแข็งแกร่งทางการเมือง ทำให้ฝ่ายค้านไม่อาจตรวจสอบได้ พูดง่าย ๆ พรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านในขณะนั้น เป็นเป็ดง่อย
ส่วนข้อกฎหมายพรรคการเมืองห้ามควบรวม แต่ไม่ได้ห้ามในเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง โดย พรรคกล้าธรรมอาจเป็นพันธมิตรทางการเมือง โดยนำเสียงที่มีอยู่ 58 เสียงมาสนับสนุนรัฐบาลในศึกซักฟอกหรือประชุมที่ สส.ลงมติใด หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะปรับคณะรัฐมนตรี โดยดึงพรรคกล้าธรรมมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลผสมก็ได้ จะได้เห็นสีน้ำเงิน แดง และเขียว หรืออาจปรับสีแดงออก และร่วมระหว่างสีน้ำเงินและเขียว สามารถกระทำได้หมด เพราะพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยยังไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะเสียงของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นยังมากกว่า
แม้พรรคประชาชนจะใช้วิธีเทคนิคซักฟอกเฉพาะรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย โดยมุ่งแยกพรรคเพื่อไทยออกก็ตาม แต่ไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งไม่อาจมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีใน 18 คนได้ เพราะเสียงฝ่ายค้านรวมกันแล้วไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา
ดร.ณัฏฐ์ให้ความเห็นว่า โดยฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์จัดใหญ่ ตั้งชื่อศึกซักฟอกว่า “โง่-ห่วย-เลว” ต้องกลับไปถาม ดร.การดี สส.ปชป.ว่า เอามาตรฐานตนเองมาตั้งหรือไม่ ต้องถามพี่น้องประชาชนว่า พรรคแมลงสาบเคยมี สส.หลักร้อย ขนาดส่งเสาไฟฟ้าในภาคใต้ก็ได้ ในปัจจุบันคนใต้ไม่เลือกเพราะอะไร ทำให้ สส.เหลือหลักสิบ
ข้อกล่าวหาฝ่ายค้านที่เปิดเผยออกมายังไร้พยานหลักฐาน เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การถอดถอนรัฐมนตรีรายบุคคลเท่านั้น หากมีหลักฐานจริง สส.พรรคประชาชนมีหลักร้อย ย่อมใช้ช่อง รธน.มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 ยื่นประธานสภาฯ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่งแล้ว เกมศึกซักฟอกไม่ว่าตั้งชื่ออะไร เป็นเพียงตลกผู้บริโภคขำขันไม่ต่างจากละครลิง โต้กันไปโต้กันมา ไม่สมกับภาษีประชาชนที่จ่ายให้แก่ สส.เป็นค่าตอบแทนรายเดือน ควรให้รัฐบาลแก้ปัญหาบ้านเมืองในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

