'นพ.สิทธิชัย' เผยอาการปวดท้องแบบไหนอันตราย? รู้ทันโรคศัลยกรรมก่อนวิกฤต

เมื่อพูดถึงอาการ "ปวดท้อง" คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน เพียงซื้อยาแก้ปวดหรือยาปรับลำไส้มารับประทานเองก็คงหาย ทว่าในมุมมองทางการแพทย์ โดยเฉพาะในวงการศัลยกรรม อาการปวดท้องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร อาจเป็น "สัญญาณเตือนภัยเงียบ" ของโรคร้ายแรงที่ต้องจบลงด้วยการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

นพ.สิทธิชัย อังกลมเกลียว
จากประเด็นดังกล่าว ในรายการ "หมออยากตอบ" โดย โรงพยาบาลวัฒนา จ.อุดรธานี ได้ร่วมเจาะลึกภัยเงียบทางศัลยกรรม โดย นพ.สิทธิชัย อังกลมเกลียว ศัลยแพทย์ประจำ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์และข้อเท็จจริงของเคสทางศัลยกรรมที่พบได้บ่อยในปัจจุบันว่า ภาพรวมของเคสศัลยกรรมส่วนใหญ่ยังคงสอดคล้องกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ "อุบัติเหตุรุนแรง" ที่พุ่งสูงในช่วงเทศกาล ซึ่งมีต้นเหตุสำคัญมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนกลุ่มวัยรุ่นที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง หากเข้ารับการรักษาไม่ทันท่วงที ไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อการพิการ แต่ยังหมายถึงการสูญเสียชีวิตอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเคสอุบัติเหตุแล้ว "โรคไส้ติ่งอักเสบ" ถือเป็นอีกหนึ่งเคสศัลยกรรมยอดฮิตที่สร้างความสับสนให้แก่ผู้ป่วยมากที่สุด เนื่องจากในระยะเริ่มต้นของโรค อาการมักแสดงออกอย่างคลุมเครือ ไม่ชัดเจน มีเพียงอาการแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวคล้ายคลึงกับโรคอาหารเป็นพิษและลำไส้อักเสบธรรมดา
"เริ่มต้นปวดท้อง คนไข้ส่วนใหญ่ มักจะคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ แล้วเลือกซื้อยากินเอง พอเวลาผ่านไปสัก 4-5 ชั่วโมง อาการเริ่มย้ายมาปวดและกดเจ็บอย่างชัดเจนบริเวณท้องน้อยด้านขวา ถึงจุดนั้นแทบทุกคนก็รู้แล้วว่าคือไส้ติ่ง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ หลายคนทนปวดและกินยาประคองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้วจึงค่อยมาโรงพยาบาล" นพ.สิทธิชัย ระบุ

คุณหมอยังเน้นย้ำถึงข้อควรระวังสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ปวดท้อง แล้วเคยเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาในรอบแรกแล้วว่า แม้แพทย์จะตรวจประเมินเบื้องต้นว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ และจ่ายยากลับมารับประทานที่บ้าน หากอาการปวดกลับไม่ดีขึ้น หรือมีแนวโน้มปวดทวีความรุนแรงมากขึ้น "จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบกลับมาพบแพทย์ซ้ำในทันที" เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะไส้ติ่งอักเสบกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเต็มที่
ในประเด็นเรื่องข้อสงสัยของคนไข้เกี่ยวกับการตัดสินใจผ่าตัดนั้น นพ.สิทธิชัย ได้อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ในทางปฏิบัติ แพทย์ไม่สามารถรอให้ผลตรวจหรืออาการชัดเจนแบบ 100% ได้ เพราะการรอจนอาการแสดงชัดทุกอย่าง เช่น มีไข้สูงปรี๊ด หรือช่องท้องอักเสบรุนแรง นั่นหมายความว่าไส้ติ่งอาจแตกไปเรียบร้อยแล้ว

"คนไข้มักจะถามหมอว่า แน่ใจแค่ไหน? ถ้าเป็นหมอจะผ่าไหม? หมอขอบอกเลยว่า หากตรวจประเมินแล้วมีความมั่นใจสัก 80–90% หมอก็แนะนำให้ผ่าตัดทันที เพราะถ้าเราปล่อยให้ไส้ติ่งแตกจนกลายเป็นฝีหนองกระจายในช่องท้อง กระบวนการรักษานอกจากจะยุ่งยาก ต้องให้ยาฆ่าเชื้อเป็นเวลานาน แผลหายยากแล้ว ยังเสี่ยงภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งอันตรายถึงแก่ชีวิตได้"
นพ.สิทธิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายตนเอง ไม่ตระหนกแต่ต้องตระหนัก และที่สำคัญคือ "ไม่ควรถือวิสาสะซื้อยากินเองไปเรื่อยๆ" เมื่อมีอาการปวดท้องผิดปกติ การเข้าพบแพทย์ศัลยกรรมอย่างรวดเร็วตั้งแต่อาการเริ่มแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา ให้ความปลอดภัยสูงสุด และลดความเสี่ยงจากวิกฤตทางศัลยกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
หากมีอาการปวดท้องผิดปกติ หรือต้องการปรึกษาข้อสงสัยด้านสุขภาพ สอบถามเพิ่มเติม/นัดหมายได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรม แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลวัฒนา จ.อุดรธานี: 042-241-031 ถึง 3

