คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

จีนกับเส้นทางสู่สันติภาพไทย-กัมพูชา
ในปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาสมัยใหม่ พื้นฐานนั้นมาจากเรื่องความระหองระแหงระหว่าง 2 ครอบครัวคือ ครอบครัวฮุนแห่งกัมพูชา และครอบครัวชินวัตรแห่งประเทศไทย ก็ควรต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของทั้งสองครอบครัวที่เขาจะบริหารจัดการกันเอง ไม่ควรถูกโยงให้มาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอีกต่อไป ซึ่งหากสามารถตัดเรื่องประเด็นปัญหาของความขัดแย้งระหว่าง 2 ครอบครัวผู้ยิ่งใหญ่ระหว่าง 2 ประเทศออกไปก็เป็นเรื่องที่ผู้นำชุดปัจจุบันของทั้งสองประเทศที่จะต้องคิดอ่าน และตัดสินใจนำเอาสภาวะปกติ การมีมิตรไมตรี การร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าของทั้งสองประเทศ และกลับสู่โต๊ะเจรจากันเสียที
อดีตก็ผ่านไปแล้ว ความผิดพลาด ความเข้าใจผิดที่ได้เกิดขึ้น ส่งผลให้ทั้งสองประเทศเกิดความเสียหายต่อชีวิตของผู้คน บ้านเรือน ธุรกิจ ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะปล่อยให้สภาพการณ์ที่เลวร้ายไม่พึงประสงค์นี้ดำเนินอีกต่อไป เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างอยู่ในฐานะที่จะหันมาจับมือ และร่วมกันในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันได้
ก็ขึ้นอยู่กับตัวนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศเป็นสำคัญ ที่จะต้องเลิกย้อนกลับไปกล่าวหากันถึงเรื่องในอดีต โดยต่างควรยอมรับว่าทั้ง 2 ฝ่ายก็มีความเข้าใจผิดต่อกัน มีความผิดพลาด และขอให้เรื่องในอดีตอยู่ในอดีต แล้วเริ่มหันมาเสริมสร้างปัจจุบัน และอนาคต ด้วยการจับมือและให้อภัยกัน แล้วตั้งมั่นที่จะร่วมมือกันต่อไป จึงจะเป็นการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องความสูงส่งทางจิตใจเป็นสำคัญ เพราะมนุษย์ผู้มีปัญญามีจิตใจที่ดีงาม ก็อยู่ในวิสัยที่จะอภัยซึ่งกันและกันและเสริมสร้างอนาคตร่วมกันได้
ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชามีเครื่องมือและกลไกพร้อมอยู่แล้วโดยเฉพาะ MOU ปี 2543 ซึ่งก็มีการดำเนินการ MOU นี้ ร่วม 20 ปีแล้ว ทั้งการเจรจาที่โต๊ะ การเดินเท้าสำรวจพื้นดินเพื่อค้นหาเสาหรือหลักเขตที่สยามและฝรั่งเศสได้ติดตั้งไว้เมื่อ 100 กว่าปีมาแล้ว เพราะฉะนั้น การเจรจาและการสำรวจทางภาคพื้นดินก็ยังสามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ ถ้าทั้ง 2 ประเทศ มีความตั้งใจ เอาจริงเอาจัง
นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องที่จะต้องร่วมมือกันก็คือ การตกลงกันในการที่จะว่าจ้างบริษัทเครื่องบินที่จะถ่ายภาพทางอากาศตลอดเส้นทางร่วมประมาณ 800 กิโลเมตร ภาพถ่ายทางอากาศก็จะมาช่วยในการจัดทำแผนที่ และก่อนหน้านั้นก็คือ การเดินสำรวจบนภาคพื้นดิน
ส่วนประเด็นปัญหาของข้อพิพาททางเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทยนั้น บัดนี้ทั้งสองฝ่ายก็ได้ตกลงกันในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อไกล่เกลี่ยภายใต้สนธิสัญญา หรือกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) แห่งสหประชาชาติ คณะกรรมาธิการนี้ มีจำนวน 5 คน แต่ละฝ่ายแต่งตั้งกรรมาธิการของตัวเองได้ฝ่ายละ 2 คน ส่วนตัวประธานคนที่ 5 ทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้ตกลงกันในการแต่งตั้งนักกฎหมายสตรีชาวออสเตรเลีย ขึ้นเป็นประธานของคณะกรรมาธิการนี้ และทั้ง 2 ประเทศได้ส่งคณะผู้แทนระดับสูงไปเปิดตัวชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการแล้ว จัดได้ว่า กระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องข้อพิพาททางทะเลนั้นก็ได้มีการเริ่มดำเนินการแล้ว นอกจากนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อพิพาทว่าด้วยพื้นดิน 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบๆ ปราสาทพระวิหาร ทางศาลยุติธรรมโลก (International Court of Justice – ICJ) ก็ได้มีมติให้ทั้ง 2 ประเทศเจรจากันเพื่อหาข้อยุติว่า พื้นที่ดังกล่าวจะแบ่งปันกันอย่างไร ฉะนั้น จัดได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและมีกลไกที่จะดำเนินการอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างพร้อมมูลแล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยการต่างประเทศของจีน The University of Foreign Affairs ที่ปักกิ่ง ก็ได้ริเริ่มจัดประชุมแบบลู่ที่ 2 (Track II) ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุม เข้าร่วมในฐานะส่วนตัวมาจากแวดวงวิชาการสื่อ และภาคประชาสังคม เป็นแบบสามเส้า คือ ฝ่ายจีน ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา (ส่วนการประชุมแบบลู่ที่ 1 (Track I) เป็นการประชุมอย่างทางการในระดับรัฐบาล)
ผลของการประชุมนั้น ทางฝ่ายจีนโดยมหาวิทยาลัยการต่างประเทศจะเป็นผู้จัดทำรายงานพร้อมด้วยข้อเสนอแนะต่อทางฝ่ายรัฐบาลจีน ซึ่งจะมีสาระสำคัญ เช่น
1.ให้ฝ่ายไทยและกัมพูชา ขะมักเขม้นกับการเจรจาตามมติของ ICJ ดังกล่าว ตามบันทึกช่วยจำ MOU ปี 2543 และการเจรจาในกรอบของกฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติดังกล่าว (UNCLOS)
2. ให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ร่วมกันจัดตั้งเขตปลอดอาวุธอย่างน้อยประมาณ 35-50 กิโลเมตร จากเขตแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งการมีระบบการตรวจสอบทางอวกาศเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวหรือไม่ของเครื่องบินรบ จรวด และยานอากาศไร้คนขับ ไปจนถึงการทำลายกับระเบิด
3. การเปิดพรมแดนเพื่อการทำมาค้าขายและการสัญจรไป-มา ให้กลับสู่สภาวะปกติ
4. การจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์นานาชาติ
5. การร่วมจัดตั้งคณะลาดตระเวนร่วม (Joint Patrol) เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และป้องกันอาชญากรรมข้ามเขตแดน
6. การบูรณะฟื้นฟูความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นจากการสู้รบให้เป็นเรื่องรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย
7. ฝ่ายจีนอาจพิจารณาให้ความร่วมมือช่วยเหลือทั้งทางด้านการฟื้นฟูและการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมต่อทั้งฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชาตามแต่จะเห็นสมควร ทั้งนี้ ฝ่ายจีนและไทยซึ่งต่างเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ (Donor Countries) ก็อาจจะพิจารณาร่วมมือกันในการให้ความช่วยเหลือต่อฝ่ายกัมพูชา เช่น ในเรื่องโรคระบาดข้ามเขตแดน
8. จีนมีบทบาทสำคัญในโครงการแม่โขงลานช้าง และจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งไทยและกัมพูชา อีกทั้งจีนเป็นประเทศมิตรคู่ค้าคู่เจรจากับอาเซียน ฉะนั้น จีนก็มีความปรารถนาที่ไม่ประสงค์ให้ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือในระดับภูมิภาคดังกล่าว
9. การให้ผู้อพยพพลัดถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ สามารถกลับสู่บ้านเรือนและถิ่นฐานเดิมได้นั้น จะกระทำได้ทั้งหมดก็ต่อเมื่อมีการเจรจา และปักปันดินแดนกันแล้วเสร็จเท่านั้น แต่ก็สามารถจัดให้มีการกลับถิ่นฐานเดิมได้เป็นบางส่วน เฉพาะที่มีความแน่ชัดว่า ดินแดนที่ว่านั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพิพาท
หากฝ่ายรัฐบาลจีนรับข้อเสนอต่างๆ ดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยการต่างประเทศ ก็มีความเป็นไปได้มากที่ฝ่ายรัฐบาลจีนจะพูดจาโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชา และจัดประชุมแบบสามเส้า โดยมีจีนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งหากฝ่ายรัฐบาลจีนประสบความสำเร็จ ก็จะช่วยเสริมสร้างสถานะของจีนในเวทีระหว่างประเทศเป็นสำคัญ และทางฝ่ายผู้นำไทยและกัมพูชาก็คงจะต้องรับฟังและให้เกียรติฝ่ายจีนเป็นสำคัญ เพราะสันติภาพเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

