ภราดร ชี้ กฎหมายไทยแกร่งอยู่ในเกณฑ์ของ OECD แต่ทางปฏิบัติ ยังตกค่าเฉลี่ยอยู่สูงมาก ถือเป็นความท้าทายของทุกหน่วยงานในประเทศ

ภราดร ชี้ กฎหมายไทยแกร่งอยู่ในเกณฑ์ของ OECD แต่ทางปฏิบัติ ยังตกค่าเฉลี่ยอยู่สูงมาก ถือเป็นความท้าทายของทุกหน่วยงานในประเทศ ยันปรับโรดแมป OECD หั่น 5 ปี เหลือ 3 ปี แค่ต้อง เปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง เร่ง ป.ป.ท.-ก.พ.ร. ยกระดับ CPI
เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายและเข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ(Workshop) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ผู้แทนจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) และผู้แทนจากประเทศโปแลนด์ ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการถอดบทเรียนและเรียนรู้ประสบการณ์จากประเทศโปแลนด์ ซึ่งเคยอยู่นอกกลุ่ม OECD เช่นเดียวกับไทย เพื่อนำมาใช้เป็นต้นแบบในการวางแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ตามกำหนดเวลา พร้อมทั้งเร่งยกระดับคะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต(CPI)ของประเทศให้สูงขึ้น
นายภราดร ระบุว่า สำหรับกรอบเวลาหรือโรดแมป(Roadmap)ในการเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น รัฐบาลชุดก่อนได้กำหนดเป้าหมายไว้ที่ 5 ปี แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหาร ก็ได้ปรับลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 3 ปี ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งสปีดการทำงานอย่างหนัก
"ผมคิดว่าเราก็แค่เปลี่ยนจากเดิน มาเป็นเราก็ต้องวิ่งนะครับ เพราะต้องเดินแข่งกับเวลา แต่ว่าอย่างที่บอกนะครับว่า เวลาเนี่ยไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เรื่องสำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้เมื่อเราเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD แล้ว ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐตระหนักรู้ถึงกติกา ตระหนักรู้ถึงความเข้มข้น"
นอกจากนี้ ยังได้ย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดของการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการว่า จะ 3 ปี หรือจะ 5 ปี หรือจะกี่ปีก็แล้วแต่ จะไม่มีความสำคัญเลย ถ้าเราเข้าสู่ OECD แล้วในทางปฏิบัติเราไม่สามารถที่จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมายใดๆ ได้ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการสร้างความตระหนักรู้ แล้วก็ทำเครื่องมือที่กำลังจะสร้างขึ้นเนี่ยให้มีความเข้มแข็งและให้มันมีความศักดิ์สิทธิ์จริง อันนั้นคือเป้าหมายสูงสุด
"ในส่วนของผลประเมินความพร้อมล่าสุดจากOECD ด้านกติกาและข้อกฎหมายของประเทศไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอและอยู่ในระดับค่าเฉลี่ย แต่จุดที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือการนำไปปฏิบัติจริง ทั้งนี้ นายภราดร ยังได้ระบุถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าในการประเมินล่าสุดของ OECD กติกาของเรามีความเข้มแข็งเพียงพออยู่ในค่าเฉลี่ย แต่ว่าสิ่งที่น่าตกใจ ก็คือ ในทางปฏิบัติเนี่ย เรายังไม่สามารถที่จะทำได้ ซึ่งตกค่าเฉลี่ยอยู่สูงมาก เพราะฉะนั้น อันนี้จึงเป็นความท้าทายของทุกหน่วยงานในประเทศนี้"นาบภราดร กล่าว
พร้อมกันนี้ นายภราดร กล่าวว่า จากความท้าทายดังกล่าวข้างต้น จึงได้มอบหมายให้ ป.ป.ท.ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นกลไกหลักในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องความโปร่งใสและจริยธรรม (Integrity) โดยมุ่งหวังให้การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐเกิดผลจริง ซึ่งจะส่งผลให้หมุดหมายสำคัญอย่างตัวเลขดัชนี CPI และดัชนีชี้วัดการทุจริตต่างๆ ของประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบหารือกับนางสาวโมนิกา เชวิซกา (Ms. Monika Krzewicka) อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโปแลนด์ประจำประเทศไทย ผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ก่อนเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและยกระดับมาตรฐานด้านความซื่อตรงในการบริหารงานภาครัฐ (Workshop to Strengthen Capacity and Raise Standards of Public Integrity in Public Administration) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. เข้าร่วมการหารือ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





