'เอ็ดดี้' ชำแหละ ม็อบยุโรป เทียบขบวนการเคลื่อนไหวในไทย ชี้กฎหมายเข้มแค่ระยะสั้น ต้องดับชนวนด้วยสงครามข่าวสาร-เปิดพื้นที่เด็ก

จากกรณีที่เกิดการชุมประท้วงขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 500,000 คน ซึ่งรวมไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักเรียนที่ออกมาเข้าร่วมชุมนุมประท้วงในครั้งนี้เนื่องจากปัญหาด้านค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ปัญหาด้านการศึกษา รวมไปถึงปัญหาในด้านอื่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น กระทั่งในเวลาต่อมาเกิดการปล้นตามร้านแบรนด์เนมอย่าง หลุยส์ วิตตอง ที่เป็นข่าวไปทั้งโลก จน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ใน ความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย
ล่าสุดวันนี้ 22 ตุลาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ความไม่สงบและเหตุจลาจลครั้งใหญ่ที่กำลังลุกลามในยุโรป ทั้งในประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งมีชนวนเหตุจากปัญหาค่าครองชีพพุ่งสูงและวิกฤตบริการสาธารณะ ก่อนจะบานปลายกลายเป็นการปล้นสะดมร้านค้าแบรนด์เนมและปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยฝีมือของกลุ่มคนรุ่นใหม่และเยาวชนที่ถูกระดมพลผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว ด้วยข้อความทั้งหมดว่า "สามกีบทะลุแก๊สระบาดในยุโรป "คนอายุน้อย + โซเชียลมีเดีย + การปะทะกับรัฐ" จากไทย ไปฝรั่งเศส และอิตาลี #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

______________________________________________
เกิดเหตุการณ์จลาจลในอิตาลี มีวัยรุ่นหลายร้อยคน ซึ่งจำนวนมากถูกระดมพลผ่านโซเชียลมีเดีย ได้เข้าร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวสุดโต่งฝ่ายซ้าย (Antifa) บนท้องถนนเพื่อทำลายทรัพย์สิน ปล้นร้านค้า และถ่ายคลิปวิดีโอประจานการก่ออาชญากรรมของตนเอง โดยมีผู้ถูกจับกุมแล้ว 330 ราย โดยครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่มีเชื้อสายต่างชาติ ซึ่งรวมถึงทั้งผู้ที่เกิดในต่างประเทศและผู้ที่เกิดในอิตาลีจากครอบครัวชาวต่างชาติ
รัฐบาลเมโลนีใช้ "ยาแรงเชิงรุก" ทันที
นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี ได้ประกาศมาตรการชุดใหม่ที่เข้มงวดเพื่อปราบปรามเหตุจลาจลรุนแรงและการปล้นสะดม ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และโทษปรับสูงถึง 20,000 ยูโร สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในการประท้วงที่ใช้ความรุนแรง
ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่นี้
• ผู้ก่อจลาจลที่รวมกลุ่มกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปจะต้องเผชิญกับโทษที่หนักขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการปกปิดใบหน้าหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ
• ผู้ปกครองจะต้องรับผิดชอบทางการเงินต่อความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของบุตรหลานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
• ขยายขอบเขตอำนาจการควบคุมตัวเพื่อป้องกันเหตุ (Preventive detention) ให้ครอบคลุมถึงผู้เยาว์
• ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมจำนวน 500 นาย เข้าประจำการในเมืองมิลานไปจนถึงช่วงสิ้นปี
• จัดสรรทรัพยากรและงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่ศาลเยาวชนและสถานพินิจ
______________________________________________
เกิดเหตุการณ์อะไรในอิตาลี?
ต้นตอของข่าวนี้มาจาก เหตุจลาจลรุนแรงและการปล้นสะดมครั้งใหญ่ในเมืองมิลาน ทางตอนเหนือของอิตาลี ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (17–18 ตุลาคม 2026) ซึ่งต่อมาลุกลามไปยังเมืองอื่น ๆ เช่น โบโลญญา แบร์กาโม และตูริน จนรัฐบาลของนางจอร์เจีย เมโลนี ต้องออกมาตรการฉุกเฉินรับมือ
จุดเริ่มต้นและสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนน
1. ชนวนเหตุเดิม: เริ่มต้นจากการนัดชุมนุมประท้วงเรื่อง ค่าครองชีพสูง และปัญหาบริการสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการประท้วงที่เกิดขึ้นคู่ขนานในฝรั่งเศสช่วงเวลาเดียวกัน
2. การแทรกซึมและเปลี่ยนทิศทาง: การประท้วงถูกยกระดับกลายเป็นการปะทะ เมื่อกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจัด (Antifa / Black Bloc) ร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นที่นัดหมายกันผ่านโซเชียลมีเดีย (TikTok และ Instagram) หลั่งไหลเข้ามาในใจกลางเมืองมิลาน
3. การปล้นสะดมและทำลายเมือง: เกิดการปะทะกับตำรวจปราบจลาจล จุดไฟเผาสิ่งของ ขว้างปาก้อนหิน และบุกปล้นร้านค้าชื่อดังใจกลางเมือง เช่น ร้านอุปกรณ์กีฬา Decathlon, ช็อปโทรศัพท์ Vodafone และร้านหนังสือ Feltrinelli พร้อมทั้งมีการถ่ายคลิปวิดีโอโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
ประเด็นที่ทำให้สังคมอิตาลีตกใจเป็นพิเศษ
• ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็น "เยาวชน": ในบรรดาผู้ถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีหลายร้อยคน พบว่า เกือบ 80% เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยบางรายมีอายุเพียง 11–14 ปีเท่านั้น
• ปัญหาแก๊งวัยรุ่นชานเมือง (Maranza): ผู้ก่อเหตุจำนวนมากเป็นกลุ่มวัยรุ่นจากแถบชานเมืองรอบนอก ซึ่งมีสัดส่วนของครอบครัวผู้อพยพ (รุ่นที่สองหรือสามจากแอฟริกาเหนือและยุโรปตะวันออก) ทำให้ประเด็นนี้จุดชนวนถกเถียงอย่างหนักเรื่องการบูรณาการทางสังคม (Integration) และปัญหาอาชญากรรมเยาวชนในอิตาลี
การตอบโต้ของรัฐบาลเมโลนี
คณะรัฐมนตรีของเมโลนีจึงเรียกประชุมด่วนและเตรียมผลักดัน พระราชกฤษฎีกาความมั่นคงฉบับใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
• จัดการเยาวชนเด็ดขาดขึ้น: ขยายอำนาจกักตัวเพื่อป้องกันเหตุ (Preventive detention) กับผู้เยาว์ และดึงผู้ปกครองเข้ามารับผิดชอบค่าเสียหายทางแพ่ง
• เพิ่มกำลังทหาร: สั่งตรึงกำลังทหารเพิ่มเติม 500 นายในมิลานทันทีเพื่อสนับสนุนภารกิจลาดตระเวนรักษาความสงบ (Strade Sicure)
• ลงโทษผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง: เพิ่มโทษจำคุกและปรับหนักขึ้นกับผู้ที่รวมกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะผู้ที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเพื่อก่อเหตุ
______________________________________________
ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ใน อิตาลี (เหตุจลาจลมิลานและเมืองทางเหนือ), ฝรั่งเศส (การลุกฮือของเยาวชนชานเมืองและการประท้วงค่าครองชีพ) และ ไทย (ขบวนการเคลื่อนไหวปี 2020–2021) สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ภายนอกที่คล้ายกัน คือ "คนอายุน้อย + โซเชียลมีเดีย + การปะทะกับรัฐ" แต่เมื่อผ่าตัดลึกลงไปในโครงสร้างอำนาจและรากเหง้าทางสังคม ทั้งสามกรณีมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
______________________________________________
1. มิติการแย่งชิงดุลอำนาจ: ระเบียบเดิม vs กลุ่มอำนาจ/ค่านิยมใหม่
• ไทย (การเมืองเชิงอำนาจและการท้าทายเสาหลักของรัฐ)
ความขัดแย้งในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องนโยบายสาธารณะหรือปากท้อง แต่เป็น การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจเชิงโครงสร้าง (Regime & Power Restructure) โดยตรง
ในมุมมองของฝ่ายความมั่นคงและอนุรักษนิยม:
นี่คือขบวนการทางการเมืองที่มุ่งรื้อถอน "ระเบียบเดิม" และเครือข่ายอำนาจดั้งเดิม (กองทัพ ศาล และสถาบันพระมหากษัตริย์) ทั้งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและอยู่เหนือการเมืองตามประเพณีการปกครอง การพุ่งเป้าไปที่สถาบันหลักจึงถูกมองว่าเป็นการล้ำเส้นเพื่อหวังผลในการเปลี่ยนขั้วอำนาจรัฐ โดยมีกลุ่มการเมืองและชุดความคิดตะวันตกหนุนหลัง
ในมุมมองของฝ่ายผู้ชุมนุม: อ้างความชอบธรรมเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจให้เป็นไปตามหลักสากลและลดบทบาทของอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
• อิตาลี (การปะทะระหว่างรัฐอนุรักษนิยมขวาจัด กับ กลุ่มต่อต้านรัฐ/เยาวชนชายขอบ):
ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองหรือล้มล้างสถาบันสูงสุดของชาติ แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง รัฐบาลสายอนุรักษนิยมของจอร์เจีย เมโลนี ที่เน้นระเบียบ กฎหมาย และอัตลักษณ์ชาติ กับสองกลุ่มที่ฉวยโอกาสผสมโรงกัน คือ กลุ่มอุดมการณ์ซ้ายจัด (Antifa/Black Bloc) ที่ต่อต้านรัฐบาลขวาจัดเชิงอุดมการณ์ และ กลุ่มเยาวชนชานเมือง (Maranza) ที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจน แต่ปฏิเสธกฎเกณฑ์ของสังคมและต้องการแสดงอำนาจผ่านความรุนแรงบนท้องถนน
• ฝรั่งเศส (วิกฤตความชอบธรรมของรัฐสาธารณรัฐ กับ ความแปลกแยกของคนชายขอบ):
เป็นการท้าทาย "โมเดลสาธารณรัฐนิยมของฝรั่งเศส" ที่เชื่อว่าพลเมืองทุกคนเท่าเทียมกันโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ แต่ในทางปฏิบัติ เยาวชนลูกหลานผู้อพยพในเขตชานเมือง (Banlieues) รู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้งและถูกเลือกปฏิบัติจากตำรวจ การลุกฮือจึงไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจรัฐเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เป็นการ ปฏิเสธอำนาจรัฐ ทำลายสัญลักษณ์ของรัฐ (เช่น โรงเรียน ศาลากลาง สถานีตำรวจ) เพื่อระบายความโกรธแค้นและประกาศเขตอิทธิพลของตน
______________________________________________
2. ชนวนเหตุและรากเหง้าปัญหา
(1) การต่อสู้ทางการเมืองเชิงสถาบันและอำนาจรัฐ (เด่นชัดที่สุดในไทย):
ชนวนเหตุเริ่มจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ การร่างรัฐธรรมนูญ และการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ก่อนจะถูกยกระดับไปสู่ข้อเรียกร้องที่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพ รากเหง้าจึงเป็นเรื่อง อุดมการณ์ทางการเมืองและศึกชิงอำนาจนำระหว่างชนชั้นนำเดิมกับกลุ่มการเมืองรุ่นใหม่
(2) ความล้มเหลวด้านการหลอมรวมทางสังคมและวิกฤตอัตลักษณ์ (เด่นชัดในอิตาลีและฝรั่งเศส):
ทั้งอิตาลีและฝรั่งเศสเผชิญปัญหา Integration Crisis หรือความล้มเหลวในการหลอมรวมผู้อพยพรุ่นที่ 2 และ 3 (ส่วนใหญ่จากแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง) เข้าสู่สังคมกระแสหลัก เยาวชนเหล่านี้เกิดหรือโตในยุโรปแต่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติ ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ และรวมกลุ่มกันเป็นวัฒนธรรมย่อยที่ต่อต้านสังคมหลัก
(3) แรงกดดันทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพ (เป็นตัวจุดชนวนในยุโรป):
ในอิตาลีและฝรั่งเศส การประท้วงมักเริ่มต้นจากประเด็นเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง หรือการตัดสวัสดิการรัฐ (เช่น การขยายอายุเกษียณในฝรั่งเศส) ซึ่งดึงดูดชนชั้นแรงงานและนักศึกษาออกมาเดินขบวน ก่อนที่กลุ่มสุดโต่งและกลุ่มวัยรุ่นชานเมืองจะเข้ามาสวมรอยเปลี่ยนการประท้วงให้กลายเป็นการจลาจล
______________________________________________
3. อิทธิพลของโซเชียลมีเดียและการรวมตัวแบบสุดโต่ง
กลไกการระดมพลแบบไร้แกนนำ
• ไทย: ใช้ X (Twitter) และ Facebook ในการนัดหมายแบบรวดเร็ว ("นัดหมายหน้างาน") ใช้แฮชแท็กในการปั่นกระแส สร้างชุดข้อมูลโจมตีฝ่ายตรงข้าม และระดมทุน มีการใช้ภาษามีม (Meme) เพื่อลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบเดิม
• อิตาลีและฝรั่งเศส: ใช้ TikTok, Snapchat และ Instagram เป็นหลัก ซึ่งเน้นภาพและวิดีโอสั้นที่เร้าอารมณ์ วัยรุ่นไม่ได้ถูกระดมด้วย "แถลงการณ์ทางการเมือง" แต่ถูกระดมด้วย "ภาพความมันส์ของการปะทะและการปล้น"
จิตวิทยาสังคมของเยาวชน
• ใน อิตาลีและฝรั่งเศส ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนมากคือ การเปลี่ยนอาชญากรรมให้เป็นเกม (Gamification of Riots) วัยรุ่นอายุเพียง 12–17 ปี ออกมาทุบกระจกร้านแบรนด์เนม เผารถตำรวจ แล้วถ่ายคลิปลง TikTok เพื่ออวดเพื่อนและสร้างตัวตน (Clout) ในโลกออนไลน์ โดยไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองเลย
• ใน ไทย ช่วงท้ายของการชุมนุม (ปี 2021) เกิดปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกันในกลุ่ม "ทะลุแก๊ส" บริเวณแยกดินแดง ซึ่งเยาวชนชายขอบและกลุ่มอาชีวะออกมาปะทะกับตำรวจควบคุมฝูงชนทุกคืน มีการไลฟ์สดเพื่อเรียกยอดวิวและรับเงินบริจาค โดยที่เป้าหมายทางการเมืองเชิงนโยบายเลือนหายไป เหลือเพียงความสะใจในการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ
การแทรกซึมของกลุ่มสุดโต่ง
• ในยุโรป กลุ่ม Antifa และ Black Bloc ซึ่งมีทักษะการก่อจลาจลแบบจัดตั้ง (ใส่ชุดดำ ปิดหน้า มีอาวุธประดิษฐ์) ทำหน้าที่เป็น "หัวหอก" เปิดทางพังแนวป้องกันของตำรวจ แล้วปล่อยให้ฝูงชนวัยรุ่นกรูเข้าไปปล้นสะดม
• ในไทย มีการแบ่งงานกันทำระหว่าง "กลุ่มปราศรัย/แนวคิด" ที่ดันเพดานข้อเรียกร้อง กับ "กลุ่มการ์ด/กลุ่มปะทะสายเหยี่ยว" ที่ใช้ความรุนแรงตอบโต้เจ้าหน้าที่และทำลายสัญลักษณ์ของรัฐและสถาบันฯ
______________________________________________
4. รูปแบบพฤติกรรมและความรุนแรงบนท้องถนน
• อิตาลีและฝรั่งเศส (เน้นการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สินเอกชน/สาธารณะ):
ระดับความรุนแรงทางกายภาพสูงและมุ่งเน้นไปที่ การปล้นร้านค้า เช่น ร้านเสื้อผ้ากีฬา ร้านมือถือ ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงการเผารถยนต์ของประชาชนและทำลายอาคารของรัฐ โปรไฟล์ผู้ก่อเหตุหลักคือ เยาวชนชายอายุ 12–20 ปี จากครอบครัวผู้อพยพและกลุ่มซ้ายจัด
• ไทย (เน้นการทำลายสัญลักษณ์ทางอำนาจและการปะทะเจ้าหน้าที่ ไม่มีพฤติกรรมปล้นร้านค้า):
จุดต่างสำคัญคือ ในไทย แทบไม่มีการปล้นสะดมร้านค้าเอกชน แต่ความรุนแรงจะพุ่งเป้าไปที่ "สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐและสถาบันหลัก" เช่น การสาดสี การทุบทำลายซุ้มเฉลิมพระเกียรติ การเผาป้อมตำรวจ และการปะทะด้วยประทัดยักษ์/ระเบิดปิงปองที่แยกดินแดง โปรไฟล์ผู้เข้าร่วมแบ่งเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มนักเรียน-นักศึกษาชนชั้นกลาง (เน้นเชิงสัญลักษณ์และวาทกรรม) และกลุ่มเยาวชนอาชีวะ/คนชายขอบ (เน้นการปะทะทางกายภาพ)
______________________________________________
5. ยุทธศาสตร์การตอบโต้และการป้องกันของรัฐ
การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการความมั่นคง
• อิตาลี: รัฐบาลเมโลนีใช้ "ยาแรงเชิงรุก" ทันที ออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 20,000 ยูโร ขยายอำนาจควบคุมตัวผู้เยาว์ล่วงหน้า (Preventive Detention) ส่งทหารคุมเมือง และ บังคับให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบทางการเงิน ต่อความเสียหายที่ลูกก่อขึ้น เพื่อตัดวงจรการปล่อยปละละเลยของครอบครัว
• ฝรั่งเศส: ใช้กำลังตำรวจปราบจลาจลขนาดใหญ่ (กว่า 40,000 นาย) พิจารณาคดีแบบเร่งด่วน (Fast-track trials) ขู่ตัดเงินสวัสดิการครอบครัวที่ปล่อยให้ลูกออกมาก่อจลาจล และกดดันแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ลบเนื้อหาปลุกปั่นทันที
• ไทย: ใช้เครื่องมือทางกฎหมายควบคู่กับการควบคุมฝูงชน ได้แก่ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) และ มาตรา 112 เพื่อปกป้องสถาบันหลักจากการถูกก้าวล่วง ซึ่งแม้จะทำให้การชุมนุมบนท้องถนนยุติลงได้ในที่สุด แต่ก็ทิ้งโจทย์ทางการเมืองเรื่องคดีความของเยาวชนไว้เป็นประเด็นถกเถียงต่อเนื่อง
______________________________________________
การป้องกันและยุทธศาสตร์ระยะยาว
• บทเรียนจากยุโรป: การใช้กำลังตำรวจและทหารหยุดยั้งการปล้นสะดมได้เร็ว แต่หากไม่แก้ปัญหาการหลอมรวมผู้อพยพและการศึกษาในเขตชานเมือง จลาจลก็จะปะทุซ้ำทุกๆ ไม่กี่ปี การดึง "ผู้ปกครอง" มารับผิดชอบทางแพ่งถือเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ช่วยกระตุกให้ครอบครัวต้องเข้ามาควบคุมดูแลบุตรหลานอย่างจริงจัง
• บทเรียนสำหรับไทย: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องเสาหลักของบ้านเมืองในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐจำเป็นต้องมี ยุทธศาสตร์ด้านสงครามข่าวสาร (Information Operations & Literacy) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และบทบาทของสถาบันหลักในฐานะศูนย์รวมจิตใจ ควบคู่ไปกับการตัดวงจรกลุ่มการเมืองที่ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจ และการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นสุดโต่ง

หลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เวรกรรมมีจริง"
"ได้ความรู้เพิ่มขึ้น ด้วยความขอบคุณค่ะ"
"ผมมองต่างกันนครับ. ผมคิดว่าอุดมการณ์แตกต่าง...แต่จุดก่อเชื้อเพลิงเริ่มด้วยกรรมวิธีเดียวกันมั๊ย?..ไม่แน่ใจครับเมืองนอก บริบทน่าจะต่างจากไทย."
"นี่เป็นเรื่องที่น่าห่วงมากเยาวชนถูกชักจูงได้ง่ายประเทศไทย"กฎหมายอ่อนบทลงโทษบางเบา"ควรมีหน่วยงานป้องกันทางโซเชียลมากกว่านี้และและต้องจำกัดการอยู่อาศัยของต่างชาติให้มากขึ้นตอนนี้มีมากเกินไปทุกชาติและออกโลกออกหลานไปเรื่อยๆอนาคตจะควบคุมยากอนาคตจะควบคุมไม่ได้"
"อยากให้คุณเอ็ดดี้ แสดงทัศนะเกี่ยวกับการ ลูกหลานผู้อพยพรุ่นแรก (ที่ไม่รู้สึกร่วมชาติกับประเทศที่อยู่) และผู้อพยพที่มาผสมโรง ว่าการห้อยคอปัญหาความรุนแรงให้ชนกลุ่มน้อยทำได้ไหม หรือไม่ควรทำ จะมีผลอะไรตามมา หรือคุณเอ็ดดี้มีความเห็นอย่างไรครับ มองทั้งกลุ่มเป็นก้อนเดียวกันเลยไหม"
"ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย"


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

