7นัดไร้ชัยชนะ ภาพรวมที่มืดมนของ'ปีศาจแดง'

ผี บุกไปพ่าย โคโม่ 1-4
ไมเคิล คาร์ริค จะถูกตำหนิและแบกรับภาระ แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือบ้านที่เน่าเปื่อยจากโครงสร้างภายใน
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไม่ชนะใน 7 นัดติดต่อกันในทุกรายการแข่งขัน เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ช่วงระหว่างระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายนถึง 28 ธันวาคม 2015 หนนั้น8นัดติด ยุคของ หลุยส์ ฟาน ฮาล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะเพียงสองนัดจากทั้งหมดสิบเอ็ดนัดในฤดูกาลนี้
นักเตะก็ต้องรับไป เพราะไม่มีสมาธิ, ไม่มีตามบอล, ไม่มีการประกบ เละมาก
ซึ่ง ไมเคิล คาร์ริค ต้องรับไปเรื่องแทคติค
นี่คือการบริหารสควอชทีมที่แย่สุดๆไปเลย เอาเด็กที่พึ่ง แข่งจบมาไม่กี่ชั่วโมง ในเกมยู-19 มานั่งสำรองเกมส์สำคัญแบบนี้ได้ยังไง
หลายตำแหน่งดูสับสน นักบอลบางคนถูกจับไปเล่นทุกตำแหน่ง ยกเว้นตำแหน่งที่ถนัดที่สุด แต่…….แต่ถ้านี่จะเป็นนัดสุดท้ายของ คาร์ริค มันควรจะเป็นนัดสุดท้ายของ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการกีฬา อีกด้วย
เพราะมันเป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบ แม้ว่าจะไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมดของปัญหาที่สโมสรกำลังเผชิญอยู่ก็ตาม โดยในกรณีของคาร์ริคนั้น เขาไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น
ส่วน วิลค็อกซ์ เองก็ต้องทำงานภายใต้งบประมาณที่ถูกกำหนดโดยผู้บริหารระดับสูง ซึ่งรวมถึงโอมาร์ เบอร์ราดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสโมสรด้วย
ทุกอย่างสะท้อนออกมาผ่านทางสภาพของทีมในวันนี้เกิดจากการวางแผนทีมที่แย่ในช่วงซัมเมอร์โดยเจ้าของทีม

หลังจาก คาร์ริค พาทีมคว้าชัยชนะ 12 จาก 17 นัดในฤดูกาลที่แล้ว และพาทีมกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกได้อีกครั้งหลังจากห่างหายไปสองปี คาร์ริค จึงได้รับสัญญาต่ออีก 2 ปี อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ โอเล่ โซลชา เมื่อห้าปีก่อน ฤดูกาลใหม่นี้กลับล้มเหลวอย่างน่าอนาถ และพวกเขารั้งอันดับ 13 ในพรีเมียร์ลีก มีคะแนนนำหน้าซันเดอร์แลนด์ ทีมบ๊วยอยู่ 3 คะแนน
แม้ว่าพวกเขาจะฟื้นตัวจากความพ่ายแพ้สุดช็อกในนัดเปิดฤดูกาลต่อฮัลล์ ซิตี้ ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา ด้วยการพลิกกลับมาเอาชนะอิปสวิช ซิตี้ ในสัปดาห์ต่อมา แต่แมนยู ยังไม่ชนะในพรีเมียร์ลีกอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา ความสำเร็จเพียงครั้งเดียวของพวกเขาใน 11 เกมทุกรายการ คือการเอาชนะ ซาบาห์ เอฟเค แชมป์จากอาเซอร์ไบจาน ในแชมเปี้ยนส์ลีก
มีเพียงประตูปลอบใจในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของโจชัว เซิร์กซี เท่านั้นที่ช่วยให้ยูไนเต็ดรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ในยุโรปที่ย่ำแย่ที่สุดเป็นอันดับสองตลอดกาล ซึ่งความอับอายยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรู้ว่าตอนที่พวกเขาคว้าแชมป์ยุโรปครั้งล่าสุดในปี 2008 ซึ่งเวลานั้นโลกคู่ขนานคือ โคโม กำลังเล่นฟุตบอลกึ่งอาชีพต่อหน้าผู้ชมเพียงไม่กี่ร้อยคนในเซเรีย ดี

คาร์ริค เลี่ยงตอบคำถามเรื่องอนาคต พร้อมขอโทษแฟนบอลต่อผลงานที่ยอมรับไม่ได้
คาร์ริค ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง
เขากลับเลือกที่จะพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อฟอร์มการเล่นของยูไนเต็ด โดยเน้นไปที่การแสดงความรับผิดชอบว่า ต้องขอโทษแฟนบอลทุกคน
“ผมรักสโมสรแห่งนี้ไม่น้อยไปกว่าใคร หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งที่ผมอยู่และความสำคัญที่ผมมอบให้กับสโมสรแห่งนี้ การที่เราเล่นกันแบบนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”
“ปกติแล้วผมก็เดินไปหาแฟนบอลอยู่เสมอไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ดังนั้นการที่ผมเดินไปหาพวกเขาในวันนี้จึงไม่ได้มีเหตุผลพิเศษอะไรเป็นพิเศษ แต่มันเป็นการแสดงความซาบซึ้งและรับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญและสิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างที่บอกไปครับ ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในพวกเขามาก่อน”
“ผมรู้สึกไม่ต่างจากพวกเขาเลย สโมสรแห่งนี้มีคุณค่าหลายอย่าง ทั้งในแง่ของสิ่งที่เราเป็นตัวแทนและแนวทางที่เราต้องการจะดำเนินไป เราอาจจะชนะหรือแพ้ก็ได้ แต่แนวทางที่เราแสดงออกมาในคืนนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ครับ ผมแค่อยากให้แฟนบอลรู้ว่าผมเข้าใจความรู้สึกของพวกเขา”
“ฟังนะ ผมยังไม่ได้คิดเรื่องตำแหน่งของตัวเองเลย ตอนนี้ต้องนึกถึงแฟนบอลก่อน เพราะผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่นั่งดูเกมนี้เหมือนกับพวกเขา และผมก็รู้สึกไม่พอใจเลยแม้แต่น้อยเช่นกัน!!!”
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญเกิดขึ้นหลังเกมยุโรปกับ แมนฯยูไนเต็ด อีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ก่อน ลิซานโดร มาร์ติเนซ ออกมาสับบอร์ดบริหาร
แต่หนนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ออกมาวิจารณ์ คาร์ริค
ในฐานะกัปตันทีม บรูโน่ เลือกจะพูดกับสื่อ ด้วยการให้สัมภาษณ์กับ TNT Sports ว่า เป็นการตัดสินใจ
“มันเป็นการตัดสินใจของทีมงานสตาฟฟ์โค้ชที่จะไม่ใช้วิธีการกดดันแบบตัวต่อตัว (Man-to-Man) โดยยอมเปิดพื้นที่ด้านหลังเพื่อหวังจะแย่งบอลกลับมา แต่บางครั้งการปล่อยให้คู่แข่งครองบอลมากเกินไปก็ทำให้ โคโม่ มีความมั่นใจมากขึ้น”
ผู้สื่อข่าวเลยจิ้มถามไปว่า คาร์ริค วางแท็กติกผิดพลาดหรือไม่ บรูโน่ ตอบว่า นั่นเป็นเรื่องที่ผู้จัดการทีมและทีมงานต้องไปพิจารณากันเอง ไม่ใช่หน้าที่ของผม
“บางครั้งคุณต้องกล้าหาญกว่านี้ภายใต้สถานการณ์กดดัน ต้องกล้าเสี่ยงที่จะขยับขึ้นไปกดดันสูง เพื่อทำให้คู่แข่งเล่นได้ลำบาก”

เมื่อมีการนำความเห็นของ บรูโน่ ไปถามต่อยัง คาร์ริค ในงานแถลงข่าวหลังจบเกม คาร์ริค ได้ตอบกลับอย่างสั้นๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะใช้ระบบการเล่นแบบไหน หรือวางแท็กติกอย่างไรก็ตาม หากคุณไม่วิ่ง ไม่ว่าจะวิ่งขึ้นหน้าหรือวิ่งถอยหลังลงมาช่วยเกมรับ คุณก็ไม่มีทางชนะได้หรอก!!!!!!
นี่ถือเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก
สิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา คาร์ริค ไม่ได้เข้าไปปลอบลูกทีมที่เพิ่งพ่ายแพ้มา แต่กลับเดินตรงไปยังอัฒจันทร์ฝั่งแฟนบอลทีมเยือนราว ๆ 700 คน แล้วชูมือขึ้นเป็นการขอโทษ
ท่าทางที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เคยทำหลังเกมที่พ่ายให้กับวัตฟอร์ด 1-4 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นนำไปสู่การถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมยูไนเต็ดในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา
บรรดาคำพูดของ ราล์ฟ รังนิก, คริสติอาโน่ โรนัลโด้ หรือกระทั่งล่าสุดอย่าง เอริก เทน ฮาก
ลอยมาเลย……….
เอาเข้าจริง นักบอลบางคนที่ทำตัวใหญ่ไป และอาจจะไม่ได้เล่นเพื่อทีม เพื่อใครนอกจากเพื่อตัวเอง
ถ้าจะสร้างกันใหม่ อย่าลืมเอาออกไปในตลาดหน้าเลยนะ
บางนัดบางทีนี่ไม่ไหว
รังแคสนามมาก ๆ
บีแหลมสิงห์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

