ส่งออกปี’70 คาดโต 7.4% ตัวแปรภาษีสหรัฐฯ-อิเล็กทรอนิกส์

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยรายงาน “สถานการณ์และแนวโน้มการส่งออกปี 2569-2570” ประจำเดือนตุลาคม 2569 ว่า สถาบันฯประเมินว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ถึง 17.8% ที่มูลค่าประมาณ 400.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมี 2 เครื่องยนต์หลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโต คือ การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังสามารถขยายตัวได้ในระดับสูงที่ 42.6% และการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีการเติบโตในระดับสูงเช่นกัน ตามกระแส AI และ Data Center
ส่วนแนวโน้มการนำเข้าในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 28.7% ที่มูลค่า 4.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ทั้งปี 2569 คาดว่าไทยจะมียอดขาดดุลการค้า 41,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ยอดการขาดดุลการค้าในระดับที่สูงดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากเป็นการเร่งนำเข้าเพื่อป้องกันความผันผวนของราคาสินค้า และป้องกันการหยุดชะงักห่วงโซ่อุปทาน การนำเข้าที่สูงขึ้นเป็นการนำเข้าเพื่อมาผลิตและส่งออก จึงเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตามในปี 2569 สถาบันฯยังเชื่อว่าตลาดสหรัฐฯ จะยังเป็นตลาดส่งออกหลักที่ใหญ่สุดของไทย ด้วยส่วนแบ่งตลาด 24.7% นำหน้าตลาดอาเซียน (5) เกือบเท่าตัว โดยคาดว่าการส่งออกไปสหรัฐฯในปี 2569 จะเติบโตถึง 36.3% ที่มูลค่ารวม 98,864 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดอาเซียน (5) คาดจะเติบโต 23.1% ที่มูลค่า 52,794 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดสหภาพยุโรป (27) คาดจะเติบโต 19.8% ที่มูลค่า 31,741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดจีน คาดจะเติบโต 10.8% ที่มูลค่า 44,138 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้หากพิจารณาในแง่รายสินค้า ประเมินว่าในปี 2569 สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะมีการเติบโตถึง 52.8% ที่มูลค่า 90,820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมา คือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ เติบโต 21% ที่มูลค่า 35,966 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, เครื่องใช้ไฟฟ้า เติบโต 18.2% ที่มูลค่า 33,999 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สินค้ากลุ่ม คาดเติบโตเพียง 1% ที่มูลค่า 24,995 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มยานยนต์ คาดเติบโต 1.1% ที่มูลค่า 45,354 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังมีความเสี่ยงสำคัญใน 3 ด้าน คือ 1.ภาษีสหรัฐฯ และมาตรา 301 หากอัตราภาษีสูงขึ้น จะลดอุปสงค์และยุติแรงจูงใจที่จะเร่งส่งออกล่วงหน้า 2.วัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์กลับทิศ หากคำสั่งซื้อลดลงเมื่อสต็อกเต็ม 3.ช่องแคบฮอร์มุซรุนแรงขึ้น ต้นทุนพลังงาน และค่าขนส่งสินค้าจะยิ่งสูงขึ้น กระทบต่อการส่งออกในตลาดตะวันออกกลาง และกลุ่มสินค้ายานยนต์
สำหรับการส่งออกไทยในปี 2570 สถาบันฯมองว่ามีโอกาสเติบโตชะลอตัวลงมาเหลือ 7.4% ที่มูลค่า430.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ประมาณ 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากผลของฐานที่สูงในปี 2569 ส่วนการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัว 8.2% ที่มูลค่า 4.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ทั้งปี 2570 มีแนวโน้มจะขาดดุลการค้าต่อเนื่องที่ 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในปี 2570 คาดว่าจะเติบโตได้ 7.3% ที่มูลค่า 1.06 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นตลาดส่งออกของไทยอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 24.7% รองลงมาคือ ตลาดสหภาพยุโรป (27) คาดเติบโต 9% ที่มูลค่า 34,596 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ตลาดอาเซียน (5) คาดเติบโต 7.7% ที่มูลค่า 56,865 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ตลาดจีน คาดเติบโต 7% ที่มูลค่า 47,234 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาด CLMV (กัมพูชา-ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) คาดเติบโต 6.5% ที่มูลค่า 32,041 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มสินค้า คาดว่าในปี 2570 การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะเติบโต 14.2% คิดเป็นมูลค่าถึง 1.03 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดเติบโต 8.6% ที่มูลค่า 36,929 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องจักรและอุปกรณ์ คาดเติบโต 7.8% ที่มูลค่า 38,784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร คาดเติบโต 4.1% ที่มูลค่า 44,078 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, สินค้าเกษตร คาดเติบโต 2.5% ที่มูลค่า 25,615 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยานยนต์ คาดเติบโต 2.4% ที่มูลค่า 46,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้สถาบันฯมีข้อเสนอแนะว่า ไทยควรใช้ช่วงที่การส่งออกยังเติบโตได้สูงนี้ เร่งกระจายฐานการเติบโตออกจากสหรัฐฯ และสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีความเปราะบางต่อปัจจัยเรื่องภาษีสหรัฐฯ และวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก ดังนี้ 1.ปิดความไม่แน่นอนกับสหรัฐฯ โดยการเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) และเตรียมรับผลจากมาตรา 301 ในกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯมีส่วนแบ่งเกือบ 25% ของการส่งออกโดยรวมของไทย
2.เร่งกระจายตลาดและสินค้า เนื่องจากตลาดส่งออกหลักใน 5 ตลาดแรก มีส่วนแบ่งรวมกันถึง 51.4% ของภาพรวม ขณะเดียวกันต้องเร่งปิดการเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อขยายตลาดให้ฌเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอในปี 2570 ,3.เพิ่มชิ้นส่วนการผลิตในประเทศ โดยดึงการลงทุนผลิตชิ้นส่วน เพื่อช่วยลดปัญหาขาดดุลการค้า จากการที่ไทยต้องนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า,4.แก้ปัญหาเกษตรให้ตรงจุด โดยมองว่าปัญหาของสินค้าเกษตรไม่ใช่เรื่องราคาตกต่ำทั้งหมด โดยในส่วนของสินค้าข้าว และมันสำปะหลัง เป็นปัญหาด้านปริมาณ ขณะที่สินค้าน้ำตาล เป็นปัญหาด้านราคา


