'วัส ติงสมิตร' ผ่าปม รธน. ม.129 ชน พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ สะเทือน 35 ปธ.กมธ.

จากกรณีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกประชุมร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา เพื่อจัดระเบียบการทำงานและลดความซ้ำซ้อนของการเรียกเจ้าหน้าที่รัฐมาชี้แจง
ล่าสุดวันนี้ 23 ตุลาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความวิเคราะห์ข้อกฎหมายผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง ถึงกรณีการประชุมนัดพิเศษ โดยระบุว่า "ศึกกุมดุลสภา! จากรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ชน พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการ ถึงชนวนถก 35 ปธ.กมธ. “กลไกตรวจสอบ หรือ เครื่องมือปิดปาก?”

การประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งนำโดย นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ กลายเป็นชนวนการเมืองที่ร้อนฉ่าข้ามคืน
เมื่อวาระการหารือเรื่อง “ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ” ถูกฝ่ายค้านมองว่าคือการ “จำกัดอำนาจการตรวจสอบ” ครั้งใหญ่ที่สุดในสภาล่าง!
ยุทธการศึกในสภาครั้งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? เหตุใดโครงสร้าง 35 คณะกรรมาธิการจึงกลายเป็นสมรภูมิสุดท้ายของฝ่ายค้าน? และเหตุใดข้อกฎหมายเกี่ยวกับ “อำนาจเรียก” จึงถูกดึงมาต่อสู้กันอย่างเผ็ดร้อน? สรุปครบจบในบทความนี้ครับ
1. จุดเริ่มต้นชนวนเหตุ: ร้องเรียน “รังสิมันต์ โรม” และปม สส. ภูมิใจไทย
ชนวนเหตุแห่งศึกสภาครั้งนี้ เกิดจากการที่ สส. พรรคฝ่ายรัฐบาล ร้องเรียนต่อประธานสภาฯ โต้แย้งการทำงานของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน
• ปมขัดแย้ง: สส.พรรคฝ่ายรัฐบาลเห็นว่า นายรังสิมันต์ บรรจุวาระการประชุมเพื่อเชิญ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย มาให้ข้อมูลแก่ กมธ. โดย “ไม่ได้ขอมติจากที่ประชุม กมธ.” เสียก่อน
• ข้อเสนอจากฝ่ายรัฐบาล: เสนอให้ปรับเกณฑ์การบรรจุวาระการประชุมของ กมธ. ทั้งหมด จะต้องผ่าน “มติที่ประชุม กมธ.” เสมอ แทนที่จะเป็นอำนาจเด็ดขาดของประธาน กมธ. ในการบรรจุวาระ
• ข้อกล่าวหา "วาระซ่อนเร้น": ฝ่ายรัฐบาลมองว่า การที่ กมธ. หลายคณะ เช่น กมธ.การกฎหมายฯ ร่วมมือกับ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ นัดพิจารณาเรื่องเดียวกัน (เช่น โครงการ TH-AI Passport หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น) เป็นการทำงานซ้ำซ้อน และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการดิสเครดิตฝ่ายบริหาร
2. “จะกินรวบทุกสิ่งเลยหรือ?” เสียงสะท้อนเดือดจากฝ่ายค้าน
ฟากฝั่งพรรคประชาชน โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก (ไอซ์) สส.บัญชีรายชื่อ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้อย่างดุเดือด โดยชี้ให้เห็นถึง “ดุลอำนาจเชิงโครงสร้าง” ที่ฝ่ายค้านกำลังถูกลิดรอนอย่างหนัก:
1)ดุลอำนาจในประเทศ: รัฐบาลครองอำนาจบริหาร เสียงข้างมากในสภาล่าง (สส.) เครือข่ายในสภาสูง (สว.) รวมถึงอิทธิพลต่อองค์กรอิสระ
2) กมธ. คือป้อมปราการสุดท้าย: ในระบบสภาที่รัฐบาลคุมเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ ฝ่ายค้านเหลือเพียง “กรรมาธิการ” เท่านั้น ที่เป็นเครื่องมือตรวจสอบเชิงรุก
3) คณิตศาสตร์ทางสภา: กมธ. ทุกคณะ ทั้งชุดสามัญและวิสามัญ มีสัดส่วนกรรมาธิการจากฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากอยู่แล้ว หากกำหนดให้การบรรจุวาระ ต้องใช้อมติที่ประชุม รัฐบาลจะสามารถใช้เสียงข้างมาก “โหวตปัดตก” เรื่องการตรวจสอบทุจริตของคนในฝั่งตนเองได้ตั้งแต่ต้นทางทันที
4) ข้อเสนอทางออก: หากสภามองว่า กมธ. 35 คณะ ทำงานซ้ำซ้อนจริง ควรมุ่งไปที่การแก้ไขข้อบังคับสภาเพื่อควบรวม กมธ. ให้เหลือ 20 คณะ ประกบตามกระทรวง หรือจัดทำแนวทาง (Guideline) การประชุมร่วมกัน ไม่ใช่มาใช้วิธีลิดดรอนอำนาจประธาน กมธ. เฉพาะกิจเช่นนี้
3. ย้อนรอยนิติศาสตร์: รัฐธรรมนูญ ม.129 และ พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ 2568
เพื่อให้เข้าใจแก่นแท้ของปัญหานี้ ต้องย้อนกลับไปมองโครงสร้างทางกฎหมาย ที่รองรับอำนาจคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญจากกฎหมายเก่าคือ พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 ซึ่งคณะกรรมาธิการมีอำนาจออก "คำสั่งเรียก" บุคคลให้มาแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือส่งเอกสาร/วัตถุพยานเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้ถือว่าเป็นความผิดทางวินัยด้วย
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 17/2563 ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 129 เปลี่ยนหลักการเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมาธิการจากเดิม โดยเปลี่ยนคำว่า “สอบสวน” เป็น “สอบหาข้อเท็จจริง” และเปลี่ยนจาก “ออกคำสั่งเรียก” เป็น “เรียก” เอกสารหรือบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น แม้คณะกรรมาธิการยังมีอำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารได้ แต่บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติปี 2554 ที่ให้อำนาจออกคำสั่งเรียกและกำหนดสภาพบังคับพร้อมบทลงโทษ ย่อมกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เป็นภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ และเป็นบทบัญญัติที่ไม่สอดคลองกับหลักการของรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 จึงขัดหรือแย้งตอรัฐธรรมนูญ มาตรา 129
พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 จึงได้ยกเลิกบทลงโทษทางอาญา และเปลี่ยนมาเน้นใช้มาตรการทางวินัยและการรายงานต่อนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีเจ้าสังกัดในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงกำหนดกรอบทางจริยธรรมของกรรมาธิการเพื่อสร้างสมดุลในการตรวจสอบ
เจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ 2560 (มาตรา 129)
• เปลี่ยนจาก “สอบสวน” เป็น “สอบหาข้อเท็จจริง”: รัฐธรรมนูญ 2560 ถอนอำนาจเชิงคดีอาญาออกจาก กมธ. โดยเน้นให้ กมธ. ทำหน้าที่แสวงหาความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มิใช่การทำตัวเป็นศาลหรือพนักงานสอบสวน
• คุ้มครองศาลและองค์กรอิสระ: ห้าม กมธ. แทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีและการบริหารงานบุคคลของศาล รวมถึงการทำหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระ
4. หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร:
กระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามแนวนโยบายด้านกฎหมาย การยุติธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (ข้อ 90(1))
5. วิธีการประชุมของคณะกรรมาธิการ:
1)ให้นำข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้บังคับแก่การประชุมคณะกรรมาธิการโดยอนุโลม (ข้อ 93 วรรคหนึ่ง)
2) การนัดประชุมคณะกรรมาธิการนอกจากครั้งแรก ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเลขานุการคณะกรรมาธิการหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขานุการคณะกรรมาธิการ (ข้อ 92 วรรคสอง)
หากประธานคณะกรรมาธิการเห็นสมควร จะบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุมอีกก็ได้ แต่ต้องก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน (ข้อ 93 วรรคหนึ่ง ประกอบข้อ 21 วรรคสอง)
6. ขั้นตอนการเรียกให้ส่งเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็น:
1)ขั้นตอนการออกหนังสือเรียกและการจัดส่ง (มาตรา 7):
การลงมติ: คณะกรรมาธิการ (กมธ.) มีมติให้เรียกเอกสาร หรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง/แสดงความเห็น (รวมถึงอาจขอให้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาด้วย)
2) สาระสำคัญในหนังสือเรียก: ต้องระบุเหตุแห่งการเรียก และประเด็นข้อซักถามที่เกี่ยวข้อง ตามสมควร พร้อมกำหนดเวลาให้ปฏิบัติตาม
3) หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก (มาตรา 14)
• ไม่ส่งเอกสาร หรือไม่มาแถลงโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามหนังสือเรียกเป็นครั้งที่สอง ถือว่าไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ และมีความผิดทางวินัย
7. คุ้มครองผู้ให้ข้อมูลและบทลงโทษกรรมาธิการ (มาตรา 11 & 12):
• ความคุ้มครองทางกฎหมาย (มาตรา 11): ผู้ให้ถ้อยคำ ส่งเอกสาร/หลักฐาน หรือผู้จัดทำ/เผยแพร่/รับรองรายงานการประชุมโดยสุจริต ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย
• การควบคุมการทำงานของ กมธ. (มาตรา 12): กรรมาธิการที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ/ทุจริต ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม
8. ผลบังคับกรณีไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียก (มาตรา 13 & 14):
กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตาม (มาตรา 14)
• ความผิด: หากไม่ส่งเอกสาร หรือไม่มาแถลงโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือจงใจให้ข้อมูล/เอกสารเท็จ ถือว่าไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ และมีความผิดทางวินัย
• การแจ้งเรื่อง: ประธาน กมธ. (โดยความเห็นชอบของ กมธ.) ทำหนังสือแจ้ง:
(1) ผู้บังคับบัญชา/ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการทางวินัย
(2) ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ
กล่าวโดยสรุป ประธาน กมธ. มีอำนาจตามกฎหมายและข้อบังคับการประชุมฯ ในการจัดระเบียบวาระการประชุม และขอความร่วมมือโดย “เชิญ” บุคคลมาชี้แจงแสดงความเห็น ตามแนวปฏิบัติของคณะกรรมธิการได้ แต่หากบุคคลนั้นไม่มา และ กมธ. ต้องการยกระดับเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายมาบังคับ ต้องใช้ “มติที่ประชุม” กมธ.เท่านั้น!
บทสรุป:สมรภูมิคานอำนาจ หรือ ทางอัมพาตการตรวจสอบ?
กรณีความขัดแย้งในการประชุมประธาน กมธ. 35 คณะครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ข้อบังคับการประชุมสภา” หรือเทคนิคทางกฎหมายธรรมดาๆ แต่คือ “สงครามดุลอำนาจทางการเมือง” ระหว่างสองแนวคิด:
1)ฝั่งรัฐบาล: ต้องการให้การทำงานของ กมธ. ยึดหลักระเบียบขั้นตอน มีมติองค์กรรองรับ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจของประธาน กมธ. รายบุคคลกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือสร้างภาระแก่ข้าราชการและ สส. ฝั่งรัฐบาล
2) ฝั่งฝ่ายค้าน: มองว่านี่คือกลยุทธ์ “ปิดประตูตีแมว” โดยใช้ความเป็นเสียงข้างมากของรัฐบาลใน กมธ. มาบล็อกการตรวจสอบทุจริตและการใช้งบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ต้นทาง
อนาคตของการตรวจสอบในสภาไทยหลังจากนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่า สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถหา “จุดสมดุล” ระหว่างการรักษาหลักการเสียงข้างมากตามกฎหมาย กับการคุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อยในการเปิดโปงความไม่โปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนได้อย่างไร!
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 23/10/69

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"เครื่องมือปิดปากครับแต่เราไม่ท้อแท้ต้องช่วยกันกำจัดคนชั่วออกจากแผ่นดิน"
"สาด ไป ทั่ว ทุก ช่องทางข้อมูล เพื่อ ประโยชน์ ของ ประชาชน"
"เครื่องมือปกป้องท่อน้ำเลี้ยงจากสแกมเมอร์และเว๊บพนัน"
"กินรวบผูกขาดใช้อำนาจเพียงผู้เดียว มันจะดีต่อประเทศหรือ ไม่ใช่แน่นอน"
"ขอบคุณค่ะอาจารย์"
"สรุปคือ ผมมองว่าการที่ ส.ส.โรมฯ ในฐานะประธาน กมธ. มีหนังสือเรียก สส.สุชาดากับสามีมาให้ข้อมูลไม่เป็นเหตุที่นายศุภชัยฯจะฟาดงวงฟาดงาหรอกครับ แต่ฝ่ายรัฐบาลออกอาการใส่ สส.โรมด้วยเหตุที่เชิญนายศิริโชค โสภามาด้วยมากกว่า เพราะนายศุภชัยกล่าวหาว่านายศิริโชค เป็นบุคคลภายนอกผู้ขุดคุ้ยข้อมูลของ สส.สุชาดากับสามีฯลฯ ขอบคุณครับ."
"จัดการสแกนเมอร์และเว็บพนันคะ กราบขอบพระคุณคะอาจารย์ ขออณูญาตแชร์นะคะ"






ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


