'เอ็ดดี้' ชำแหละ ปมอุเทนถวาย ชี้เลิกตีกันเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ไม่ได้ทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นสุดแล้วกลับมีผล

จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบริเวณห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองและบนชานชาลาสถานีรถไฟฟ้า ระหว่างนักศึกษาอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม
ล่าสุดวันนี้ 23 ตุลาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวของอุเทนถวายและเทคโนโลยีปทุมวัน ว่า "จะสอนให้เคารพกติกาอย่างไร เมื่อสถาบันเองยังไม่คืนพื้นที่?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

นักศึกษาอุเทนถวายกว่า 300 คนไปยื่นหนังสือที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ตำรวจเป็นตัวกลางประสานยุติความขัดแย้งกับช่างกลปทุมวัน เสนอให้เปิดวงพูดคุย ทำข้อตกลงร่วมกัน และจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์
ตัวแทนนักศึกษายอมรับว่า ความรุนแรงสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง พร้อมประกาศว่าจะยุติความรุนแรง
แม้ยังตั้งคำถามเรื่องการย้ายสถานศึกษา แต่ตัวแทนยืนยันว่า ไม่ได้ใช้การเลิกก่อความรุนแรงเป็นเงื่อนไขต่อรองเรื่องสถานที่เรียน และเมื่อถูกถามว่าอยู่ที่เดิมหรือย้ายไปก็จะเลิกตีกันใช่หรือไม่ ก็ตอบรับ
ในมุมผม เป็นจุดเริ่มต้นที่ควรสนับสนุน แต่ความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยพฤติกรรมหลังจากนี้ ทั้งการควบคุมคนในกลุ่ม การไม่ตอบโต้ และการร่วมมือจัดการผู้ก่อเหตุ ส่วนข้อพิพาทที่ดินต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและสิทธิของแต่ละฝ่ายแยกกัน การประกาศเลิกตีกันเพียงอย่างเดียวยังตอบเรื่องนั้นไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แกนของการขอคืนพื้นที่และคดีที่ศาลวินิจฉัย คือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิทธิในการใช้พื้นที่ ไม่ใช่การลงโทษเพราะนักศึกษาตีกัน
จุฬาฯ ขอคืนพื้นที่ และสัญญาเช่าสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2546 จุฬาฯ ไม่ต่อสัญญา และทั้งสองฝ่ายทำบันทึกข้อตกลงในปี 2547 ให้อุเทนถวายขนย้ายและคืนพื้นที่ จึงเป็นข้อพิพาทที่มีมาก่อนเหตุรุนแรงรอบล่าสุดนานแล้ว
ส่วนมาตรการของกระทรวง อว. มีสองเรื่องที่ต้องแยกกัน
การจัดทำแผนย้ายเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งกระทรวงเคยยืนยันไว้ตั้งแต่ปี 2566 ส่วนคำสั่งห้ามใช้พื้นที่ชั่วคราวในเดือนกันยายน 2569 มีเหตุผลด้านการแก้ความรุนแรงและความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นอีกมาตรการหนึ่ง
ดังนั้น ข้อสรุปคือ “เลิกตีกัน” เป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ไม่ได้ทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นสุดแล้วกลับมีผล หรือทำให้หน้าที่คืนพื้นที่ตามผลคดีหมดไปโดยอัตโนมัติ
______________________________________________
คำถามคือ หากรัฐจัดสถานที่ใหม่ให้เหมาะสม มีงบประมาณและแผนรองรับโดยไม่ทำให้นักศึกษาเสียโอกาส อุเทนถวายพร้อมย้ายหรือไม่? ถ้ายังไม่พร้อม เหตุผลที่เหลือคืออะไร และมีน้ำหนักอย่างไรเมื่อเทียบกับสิทธิของเจ้าของที่ดินและผลคำพิพากษา? ความผูกพันกับสถานที่ อยู่เหนือสิทธิของเจ้าของที่ดินได้หรือ?"

หลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นานเกี่ยวกับอุเทนถวายและเทคโนโลยีปทุมวัน ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"บอกเราทุกปี ทุกปีก็เหมือนเดิม อยู่ข้างนอกน่าจะพัฒนาการศึกษาให้เสริมทักษะการทำงานได้ดียิ่งขึ้นนะคะ ควรมี workshop เพื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพค่ะ"
"ทั้งสองสถาบัน จงมาร่วมกันพัฒนาแผ่นดินไทย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคนเถิดนะครับ"
"จริงและถูกต้องค่ะ"
"ใช่ครับ ที่ของเขา ไม่ใช่ของเรา ต้องเคารพกฎกติกาครับ"
"สัจธรรม มีเกิดมีดับ ได้เวลาไปที่ใหม่แล้วครับ "
"จากคนราชมงคล... ยอมย้ายสถานที่เรียนแต่โดยดีเถิด ยิ่งย้ายออกชานเมือง สถานที่กว้างขวาง อยู่กับสายลมแสงแดด ต้นไม้ใบหญ้า ก็ยิ่งดีมากเลย
เรียกร้องแต่เพียงให้สถานที่ใหม่มีช็อป มีอุปกรณ์การเรียนรู้ที่ต่อยอดความสามารถทั้งทักษะและวิชาการให้ครบครัน ตั้งใจศึกษาเรียนรู้ ระเบิดพลังวัยรุ่นด้วยการเล่นกีฬา พัฒนาสถานที่เรียนของตนฯ เรียนจบอย่างมีคุณภาพ ทำการงานเป็นที่ยอมรับ
อาจจะใช้เวลานานนับสิบปี แต่ที่สุดแล้วภาพเด็กช่างตีกันกลางเมืองก็จะค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงตำนานเสี้ยวหนึ่งของเด็กช่างที่เก่งกาจรอบด้าน เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือในวงการช่างของประเทศไทย จนกระทั่งในนามประเทศไทยไปทั่วโลกได้"
"สถาบันต้องโฟกัสเรื่องดี มัวแต่แก้ปัญหา เช่น การแข่งขันทุกสาขาที่สอน ทุกสิ่งที่เรียง เช่นถ้าเรียนก่อสร้าง แข่งเรียงอิฐ หรือฉาบ ทุกขั้นตอนแล้วออกใบประกาศว่า เป็นผู้เรียงอิฐที่เก่งที่สุดใน พศ นี้ เป็นผู้ผูกเหล็กที่เก่งที่สุดอย่างนี้ แล้วพาไปทำงานที่ไซด์เจอของจริง อย่างนี้ก็ลดเวลาตีกัน มีเงินรางวัล ยิ่งดี ทำแล้วมีอนาคต"
"ผ่านมากี่ปีแล้ว เจรจาสงบการตีกันเท่าไรแล้ว พวกลูกหลานก็ยังมีตีกัน วัยเรียนก็ควรตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อครอบครัว จบมาได้หางานทำสร้างเนื้อสร้างตัว เป็นกำลังร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป ทั้งหมดน่าจะอยู่ที่การหล่อหลอมเด็กๆ ขึ้นมาด้วย ครอบครัวและสถาบันศึกษาต้องช่วยกันสร้างเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อยู่ที่ใด หากถูกหล่อหลอมและวัยวุฒิด้วย ให้ยึดตำนานเก่า...ก็ไม่น่าจะแก้ปัญหาให้หมดไปได้ หรือไม่ ?
**ทำไมต้องตีกัน ?** เพราะเหตุใด? ถามพวกลูกหลานและคนเก่าๆ เพราะอะไร?"
"ทำตาม กม.สิครับ คนรุ่นคุณ ชอบเรียกร้องความยุติธรรม การบังคับใช้ กม. ตอนนี้เป็นดั่งว่าแล้ว"
"เพิ่งจะนึกได้หรือไง ว่าจะไม่ตีกัน ทำลายสถาบันของตัวเองมาตลอดแล้ววันนี้มาขอความเห็นใจ นักเรียนเลว ลูกพี่ชั่ว ต่างมีส่วนให้น้องๆดีๆที่ตั้งใจเรียนวิชาชีพเพื่อให้มีโอกาสที่ดีมีงานทำต้องขาดความมั่นคงไปด้วย"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


