'ดัชนีอุตฯ’ก.ค.ฟื้น ห่วง‘ภาษีสหรัฐ’กดดันส่งออก

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนมิถุนายน 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า การเร่งเจรจาการค้าและการลงทุนกับคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน ช่วยเปิดโอกาสทางการตลาดและลดข้อจำกัดทางการค้าสำหรับสินค้าไทย ประกอบกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้มาตรการพยุงราคาขายปลีกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาปรับลดลง 2.40 บาทต่อลิตร ช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2569 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนขนส่งในระยะสั้น ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี
แม้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% ภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯอาจเพิ่มต้นทุนส่งออกสินค้าบางกลุ่มไปยังตลาดสหรัฐฯในระยะต่อไป นอกจากนี้โครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่มีแนวโน้มล่าช้า โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอาจกดดันคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างใหม่
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 96.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.5 ในเดือนมิถุนายน 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank) คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ , ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ลดลง 6 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ การส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางมีแนวโน้มหดตัว และเงื่อนไขการใช้โครงข่ายไฟฟ้า อาจเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยการกำหนดหลักประกันในอัตรา 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ อาจเพิ่มภาระต้นทุนและเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดในระยะต่อไป
นายปณิธาน กล่าว่า ส.อ.ท.มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ 1.เสนอให้ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ โดยเร่งส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ให้เป็นน้ำมันพื้นฐาน ส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซล B7 , B20 ในภาคขนส่ง เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ 2.ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการยกระดับมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ และสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ปรับตัวตามมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ
3.เร่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี ผ่านกลไก Supply Chain Financing ควบคู่กับการออกมาตรการจูงใจบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อเอสเอ็มอีในห่วงโซ่อุปทาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

