ขอเรียนที่เดิม อุเทนฯร้องอว.

ขอเรียนที่เดิม
อุเทนฯร้องอว.
ตัวแทนนักศึกษาอุเทนถวาย เข้ายื่นหนังสือถึง รมว.อว. ขอทบทวนแนวทางย้ายสถานศึกษาพร้อมก้มกราบต่อหน้ารัฐมนตรี วอนเปิดโอกาสให้กลับไปเรียนพื้นที่เดิม ยืนยันไม่ได้ปฏิเสธการแก้ปัญหาความรุนแรง แต่ขอให้คำนึงถึงสิทธิทางการศึกษาและความพร้อมในการเรียนภาคปฏิบัติ ขณะที่ รัฐบาล ชู 3 มาตรการ อว. ดูแลนักศึกษาอุเทนถวาย–ปทุมวัน “เรียนต่อได้-ลดภาระ-ปลอดภัย” เดินหน้าประสานลดค่าเทอม 50% เปิดเครือข่ายห้องแล็บรองรับ ย้ำอนาคตเด็กต้องเดินหน้าต่อ
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ผู้ประสานงานเผยแพร่ข่าวอุเทนถวาย ส่งเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์พร้อมคลิปวิดีโอถึงสื่อมวลชนกรณีตัวแทนนักศึกษาอุเทนถวายเดินทางเข้าพบศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อยื่นหนังสือขอให้พิจารณาทบทวนแนวทางการย้ายพื้นที่การศึกษา และขอโอกาสให้นักศึกษาได้กลับไปเรียนในพื้นที่เดิม
เอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ระหว่างการเข้ายื่นหนังสือ ตัวแทนนักศึกษาอุเทนถวายได้ก้มลงกราบต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพื่อแสดงถึงความตั้งใจและความหวังที่จะได้รับโอกาสกลับไปศึกษาในพื้นที่เดิม ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางการศึกษาและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสถานที่เรียน
ผู้ประสานงานเผยแพร่ข่าวอุเทนถวายระบุว่า นักศึกษาไม่ได้ปฏิเสธแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรง แต่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทางออกโดยคำนึงถึงสิทธิทางการศึกษา ความพร้อมในการเรียนภาคปฏิบัติ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับนักศึกษาอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ การส่งเอกสารและคลิปวิดีโอดังกล่าวให้สื่อมวลชน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง รวมถึงเสียงเรียกร้องของนักศึกษาอุเทนถวายที่ต้องการรักษาโอกาสทางการศึกษาของตนเอง
“สิ่งที่นักศึกษากำลังร้องขอไม่ใช่เพียงสถานที่เรียน แต่เป็นเรื่องของโอกาสและอนาคตทางการศึกษาของพวกเขา” ผู้ประสานงานเผยแพร่ข่าวอุเทนถวาย ระบุทิ้งท้าย
ขณะที่ ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หารือร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยยืนยันว่า อว. พร้อมรับฟังทุกฝ่ายและมุ่งหาทางออกที่ไม่สร้างความขัดแย้ง ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมาย ดูแลความปลอดภัย และลดผลกระทบต่อนักศึกษาและบุคลากรให้มากที่สุด
สำหรับแนวทางดำเนินการ มี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การย้ายพื้นที่วิทยาเขตอุเทนถวายเป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.) ซึ่งทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน อว. จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ ทั้งค่าเทอม ค่าเดินทางของอาจารย์ ค่าเช่าที่พักที่นักศึกษาจ่ายล่วงหน้า และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนสถานที่เรียน
2.อว. ประสานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อเปิดห้องปฏิบัติการรองรับการเรียนภาคปฏิบัติของนักศึกษา โดยให้อาจารย์และคณะแต่ละสาขาจัดทำข้อมูลความต้องการและประสานสถานที่ให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้
ส่วนกรณีที่บางรายวิชามีข้อจำกัดทางเทคนิคและจำเป็นต้องใช้ห้องแล็บในพื้นที่เดิม อาจพิจารณาเป็นรายกรณี โดยเฉพาะช่วงสอบ ทั้งนี้ ต้องมีแผนการเข้าใช้พื้นที่ที่ชัดเจน และประสานตำรวจดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยคำนึงถึงนักศึกษา บุคลากร และประชาชนโดยรอบเป็นสำคัญ
3.อว. จะประสานต้นสังกัดเพื่อดำเนินมาตรการลดค่าเทอมให้นักศึกษาร้อยละ 50 พร้อมสนับสนุนค่าเดินทางให้คณาจารย์ที่ต้องย้ายไปสอนในพื้นที่ใหม่ รวมถึงใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรองรับการเรียนและห้องปฏิบัติการในสาขาโลจิสติกส์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมโยธา และงานก่อสร้าง
ขณะเดียวกัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันว่าจะไม่ใช้พื้นที่เดิมในเชิงพาณิชย์ แต่จะหารือร่วมกันเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต และนวัตกรรม ส่วนสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันเดินหน้าความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มทักษะ สร้างรายได้ระหว่างเรียน และต่อยอดสู่การมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา
“รัฐบาลและกระทรวง อว. เข้าใจถึงความผูกพันของนักศึกษาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ พร้อมรับฟังข้อกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย และประสานความร่วมมือเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายให้การเรียนการสอนเดินหน้าต่อได้ นักศึกษาได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม และทุกฝ่ายสามารถหาทางออกร่วมกันภายใต้กฎหมายและความปลอดภัยของสังคม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


