‘ดร.ณัฎฐ์’ ชี้ช่องกฎหมาย ‘เลิกพรรค-ขับออก’ ทางลัดดึง สส.กล้าธรรม ซบภูมิใจไทย เสริมฐานรัฐบาล
24 ตุลาคม 2569 เวลา 14:02 น.

“ดร.ณัฐฎ์” ชี้ช่องว่างกฎหมาย รวม สส.ย้ายพรรค “เพิ่มตัวเลข สส.พรรคภูมิใจไทย” วัดใจ “ธรรมนัส” อาจใช้เทคนิคกฎหมาย “เลิกพรรค” หรือ มติพรรคกล้าธรรม “ขับออก” ทางลัดสู่เสถียรภาพความแข็งแกร่งรัฐบาล
24 ต.ค.69 ศึกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม รวมถึงกรณี นายอนุทินฯ ร่วมงานวันเกิดของ สส.รายหนึ่งของพรรคกล้าธรรม ทำให้เกิดความแน่นแฟ้นระหว่าง นายอนุทิน กับ ร.อ.ธรรมนัส ทำให้เกิดกระแสข่าวควบรวมพรรคนั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฎฐ์” นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า แม้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน ห้ามควบรวมพรรคในระหว่างอายุสภาผู้แทนราษฎร ตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 96 ก็ตาม กฎหมายไทยมีหลัก ย่อมมีข้อยกเว้น และข้อยกเว้นซ้อนข้อยกเว้น
โดย พรป.พรรคการเมือง มาตรา 96 ห้าม สส.ย้ายค่าย ย้ายโปร ระหว่างอายุของสภา โดยจะเห็น สส.บางคนถูกดองเค็ม กลับมานั่งในซีกของพรรคที่ตนจะไปสังกัด อย่างหน้าตาเฉย เพราะหากลาออกจากสมาชิกพรรค จะทำให้สิ้นสภาพความเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 101(8)
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 91 บัญญัติให้การสิ้นสภาพพรรคการเมือง ดังนี้ (1)พรรคการเมืองสิ้นสภาพตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 91 (2) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 92
การสิ้นสภาพพรรคการเมือง หมายความว่า การทำให้พรรคการเมืองสูญสิ้นไป หรือตายไปโดยผลของกฎหมาย กฎหมายเลยเขียนไว้ 2 วิธี เหมือนกับในประเทศภาคพื้นยุโรป อาทิ เยอรมัน
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของไทย การยุบพรรคการเมืองและการเลิกพรรค ถือว่าเป็นการยุบพรรคการเมืองโดยผลของกฎหมาย ทำให้มีสถานะพรรคการเมืองสิ้นสภาพตามกฎหมายเช่นกัน
หากพรรคการเมืองสิ้นสภาพ ไม่ทำให้ สส.ของพรรคการเมืองนั้นและคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นไม่โอนไปด้วย
เพราะสถานะความเป็น สส.เป็นสิทธิเฉพาะตัว โดยรัฐธรรมนูญยังให้ความคุ้มครองสมาชิกภาพ สส.อยู่ แต่จะต้องไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ภายในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พรรคการเมือง ตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 9 โดยพี่น้องประชาชนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองได้
โดยกฎหมายพรรคการเมือง กำหนดสมาชิกแต่ละคนจ่ายเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท เมื่อรวมกันแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า โดยเมื่อพรรคการเมืองนั้นจะต้องมีข้อบังคับพรรค และสมาชิกพรรคครบถ้วนและจะต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย โดย พรป.พรรคการเมือง กำหนดให้จัดประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1 เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคโดยเปิดเผย โดยต้องมีสมาชิกพรรคผู้ร่วมอุดมการณ์และผู้ก่อตั้งเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง โดยจะต้องมีตัวแทน กกต.ประจำจังหวัด เข้าร่วมสังเกตการณ์ในระหว่างประชุม และเมื่อประชุมแล้ว ให้นายทะเบียนสมาชิกพรรคและหัวหน้าพรรคส่งรายละเอียดการประชุมทั้งหมดให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบว่าได้ดำเนินการครบถ้วนหรือไม่ หากดำเนินการถูกต้อง จะต้องตรวจสอบว่า ข้อบังคับพรรคการเมืองนั้นขัดต่อ พรป.พรรคการเมืองหรือไม่ เงินทุนประเดิมครบถ้วนหรือไม่ รายชื่อเข้าร่วมประชุมเป็นผู้จัดตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ หากผ่านกระบวนการ นายทะเบียนจะเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ กกต.พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้เป็นพรรคการเมือง ตาม พรป.พรรคการเมือง โดยนายทะเบียนจะส่งเรื่องให้พรรคการเมืองนั้น เป็นพรรคการเมืองในสารบการเมืองไทย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ประชาชนรับทราบเป็นการทั่วไป
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า หลักกฎหมายมหาชน ต้องพิจารณาก่อนว่า มีกฎหมายให้อำนาจหรือไม่ ก่อนที่จะพิจารณาถึงนิติสัมพันธ์ในการใช้อำนาจ
ในกฎหมายพรรคการเมือง เช่นกัน หลักกฎหมายพรรคการเมืองห้ามควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร ตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 96
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า แตกต่าง จาก พรป.พรรคการเมือง พ.ศ.2541 ในอดีต ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและอดีตนายกรัฐมนตรี โดยนำพรรคที่มี สส.มาควบรวม 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเสรีธรรม (วันที่ 6 กันยายน 2544) พรรคความหวังใหม่ (วันที่ 25 เมษายน 2545)และพรรคชาติพัฒนา (วันที่ 21 กันยายน 2547) ทำให้เพิ่มตัวเลข สส.พรรคไทยรักไทย จำนวน 377 คน เกิดดุลอำนาจและเพิ่มทำให้แข็งแกร่งเมือง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นเป็นฝ่ายค้าน ทำให้ห้อยเปลี้ยเสียขา ไม่อาจตรวจสอบรัฐบาลนายทักษิณฯได้ เทคนิคนี้ใช้ได้ผลในกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเก่า
แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ได้บัญญัติข้อห้ามควบรวมพรรคในระหว่างอายุสภาผู้แทนราษฎร
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า แต่มีข้อยกเว้นและเป็นช่องว่างกฎหมาย ในเรื่องของการสิ้นสุดของพรรคการเมือง ในหมวดที่ 8 โดยใน พรป.พรรคการเมือง มาตรา 90 บัญญัติให้พรรคการเมืองสิ้นสุดลงเมื่อ (1) สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 91 (2) ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง ตาม พรป.พรรคการเมือง มาตรา 92
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ช่องว่างกฎหมายตรงนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ประสงค์จะนำ สส.พรรคกล้าธรรม ทั้งหมด ไปอยู่ร่วมชายคาพรรคภูมิใจไทยเพื่อเพิ่มเสถียรภาพและเพิ่มตัวเลข สส.ฝ่ายรัฐบาล อาจใช้เทคนิคช่องทาง พรป.พรรคการเมือง มาตรา 91(7) โดยวิธีการเลิกพรรค ตามข้อบังคับพรรค พูดง่ายๆ วิธีการนี้ เลิกทำพรรคแล้ว การสิ้นสภาพพรรควิธีการนี้ เป็นช่องทางเทคนิคกฎหมายสามารถทำได้ในกฎหมายพรรคการเมือง
ภาษาชาวบ้าน คือ ร.อ.ธรรมนัส เลิกทำพรรคแล้ว เป็นเทคนิคยุบพรรคการเมือง โดย กกต.ทำให้เปิดช่องย้ายพรรคได้ตามอำเภอใจ กฎหมายพรรคการเมืองห้ามควบรวม
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า แต่ไม่ห้ามเลิกพรรคยุบพรรคตนเอง แล้วนำ สส.กล้าธรรม ทั้งหมดไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่เทคนิควิธีการนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สส.แต่ละคนต้องไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ภายใน 60 วัน มิฉะนั้น จะสิ้นสภาพความเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย มาตรา 101(10)
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า ในอดีตที่ผ่านมา พรรคประชาชนปฏิรูป ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตหัวหน้าพรรค ที่เคยมีนโยบายน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหา ทุกข์ร้อนของประชาชน หากพี่น้องประชาชนจดจำได้ ที่เรียกว่าพรรคพระพุทธเจ้า เคยเลิกพรรคตามข้อบังคับพรรคแล้วมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 เคยใช้เทคนิคทางกฎหมายช่องทางนี้มาแล้วเป็นบรรทัดฐาน
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ส่วนอีกช่องทางหนึ่ง กรณีพรรคกล้าธรรมขับออกเพราะ สส.ลงมติสวนมติพรรค โดย กก.บห.จะต้องไม่เป็น สส.และใช่เทคนิคขับออก โดยใช้ข้อบังคับพรรคกล้าธรรม และรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (9) โดยใช้มติพรรค ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและ สส.ที่สังกัดพรรคกล้าธรรม แต่ต้องย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พรรคกล้าธรรมลงมติ ข้อดี พรรคกล้าธรรม ยังคงมีอยู่
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ในแง่มิติทางการเมือง หาก ร.อ.ธรรมนัส ใช้วิธีการยุบพรรคตนเองโดยเลิกพรรคและพา สส.พรรคกล้าธรรมไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย มีสถานะเป็นเพียงแกนนำพรรค มิใช่หัวหน้าพรรค
ดุลอำนาจทางการเมืองอยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคกล้าธรรมหายไปจากสารบบการเมืองไทย
หากใช้เทคนิคขับออกจากพรรคกล้าธรรม อ้างเหตุกระทำขัดมติพรรคกล้าธรรม ต้องจัดประชุมใหญ่ เปลี่ยน กก.บห.พรรคกล้าธรรมใหม่ โดยนำ สส.ที่เป็น กก.บห.ลาออกจาก กก.บห.พรรคกล้าธรรม โดยใช้เทคนิค สส.พรรคกล้าทำผิดข้อบังคับพรรคอย่างร้ายแรง โดยมีมติขับ สส.ออกจากพรรค ทำให้เปิดช่อง ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยได้ ทำให้พรรคกล้าธรรมยังคงสถานะความเป็นพรรคการเมืองในสารบบการเมืองไทย
ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า แต่ไม่ว่าจะสถานะพันธมิตรทางการเมือง หรือเลิกพรรคยุบพรรคตนเองหรือมติขับออกจากพรรค ล้วนไปเสริมความแข็งแกร่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นับจากนี้ไป วัดใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเดินเกมการเมืองไปทิศทางใด จะยอมศิโรราบต่อครูใหญ่แห่งบุรีรัมย์หรือไม่ หรือเป็นเพียงสับขาหลอกทางการเมืองเพื่อข่มพรรคเพื่อไทยสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองเท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


