ไม่ปิดประตูพรรคที่3 อนุทินแบะท่า ประเทศได้ประโยชน์ ทำให้รบ.แข็งแรงขึ้น วันซักฟอกยังอลเวง พ.ย.นี้รัฐมนตรีคิวแน่น

ไม่ปิดประตูพรรคที่3
อนุทินแบะท่า
ประเทศได้ประโยชน์
ทำให้รบ.แข็งแรงขึ้น
วันซักฟอกยังอลเวง
พ.ย.นี้รัฐมนตรีคิวแน่น
ศึกซักฟอกยังอลเวงไม่จบ “นายกฯอนุทิน” บอกเป็นเรื่องยากเคาะหาวันอภิปรายไม่ไว้วางใจใหม่ เหตุเดือนพฤศจิกายน รัฐมนตรีติดภารกิจเพียบ มีงานประชุมทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย โยน “ปธ.สภาฯ” ตัดสินใจกำหนดวัน เผยไม่ปิดประตูพรรคที่ 3“กล้าธรรม” หากประเทศ ประชาชนได้ประโยชน์ รัฐบาลแข็งแรงขึ้น ยังกั๊กปมโหวตซักฟอกดึงร่วมรัฐบาล ลั่นเป็นนายกฯคิดถึงบ้านเมืองก่อนการเมือง ด้านฝ่ายค้าน “ลิซ่า” โฆษกปชน.ซัดรัฐบาลอย่ากลัวซักฟอก ขอ 5 วัน ทำไมทนฟังไม่ได้
เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 24 ตุลาคม 2569ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ยังมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการอภิปรายไว้วางใจได้ว่า รัฐบาลยืนยันก็อยู่ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ประชุมหารือกันแล้วและตอนนี้มีข้อกำหนดที่ไม่ตรงกัน ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าอย่างไรก็เอาตามนั้นเมื่อถามว่าแต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน นายกฯมีตารางงานแน่น นายกฯกล่าวว่าก็ต้องไปถามประธานสภาผู้แทนราษฎร
หาวันใหม่เป็นเรื่องยาก
เมื่อถามต่อว่าฝ่ายค้านอยากให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหนังสือแจ้งมายังคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่าจะสะดวกให้อภิปรายช่วงใด นายกฯกล่าวว่า ตามความจริง ครม.สัปดาห์หน้าสะดวกที่สุดแล้ว เราก็พร้อมตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป ซึ่งรัฐมนตรีหลายท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกอภิปรายก็อยู่ในประเทศทุกคน เลื่อนงานทุกอย่างไปหมดแล้ว ในเมื่อฝ่ายค้าน ไม่ยอมตกลงตามที่เขาต้องการ รัฐบาลก็ต้องหาวันใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องยาก
เพราะมันมีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่33(APEC2026)ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 49 (49th ASEAN Summit) ที่เขตมหานครมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์และนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเดินทางเยือนไทย และมีการประชุมคณะทำงานร่วมรัฐบาลไทยและเลขาธิการOECD
นายกฯกล่าวอีกว่า“ขอย้ำว่าถ้าว่างจริงๆก็เป็นสัปดาห์หน้า เพราะเราคิดว่าน่าจะตกลงกันได้ แม้แต่การประชุมครม.ก็เลื่อนมาเป็นเช้าวันจันทร์ที่26ต.ค.เพื่อที่จะจะได้แถมวันจันทร์ให้อภิปรายอีกวันหนึ่ง แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้นก็ต้องหาวันกันใหม่”เมื่อถามย้ำว่า นายกฯยังพอมีเวลาให้ใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ยาก
โยนปธ.สภาฯตัดสินใจ
เมื่อถามต่อว่ามองไว้เป็นช่วงเวลาไหน นายกฯกล่าวว่า ยังไม่รู้เหมือนกัน เพราะรัฐมนตรีแต่ละท่านต้องมีภารกิจ และเท่าที่ทราบทุกคนก็เลื่อนไว้รอสัปดาห์หน้าก็ไม่เป็นอะไรเดี๋ยวทางประธานสภาผู้แทนราษฎรคงไปหารือ เพราะท่านก็บอกว่าตอนนี้ก็อยู่ที่ท่านแล้ว เมื่อถามอีกว่ามีโอกาสที่จะไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบเพราะเราก็พร้อมอยู่แล้ว เราก็อยากให้ทุกอย่างมันจบ
หนูไม่ปิดประตู กธ.พรรคที่3
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ’คุยกับครม.อนุทิน’ถึงกระแสความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรมและความเป็นไปได้ในการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลว่า ในทางการเมืองทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ แต่การตัดสินใจต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อถามว่ารัฐบาลซึ่งมีพรรคร่วมหลัก2พรรคมีโอกาสเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลพรรคที่3หรือไม่นายกฯกล่าวว่าการเป็นรัฐบาลนอกจากต้องทำงานให้ประชาชนและประเทศแล้ว ยังต้องสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถผลักดันนโยบายต่างๆให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด
“ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมดแต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ความมีเสถียรภาพให้สูงสุดเพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่างๆของเราให้เป็นรูปธรรม”นายอนุทินกล่าว
กั๊กปมโหวตซักฟอกนำไปสู่ร่วมรบ.
ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล นายกฯกล่าวว่าต้องพิจารณาทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศและประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร รัฐบาลจะมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นหรือไม่และบุคคลที่จะเข้ามาร่วมงานมีศักยภาพเพียงใด
หากองค์ประกอบทั้งหมดสอดคล้องกับเป้าหมายในการสร้างประโยชน์ให้ประเทศและประชาชนรวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาลก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ยังไม่ควรตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า เพราะการตัดสินใจทางการเมืองต้องพิจารณาเหตุและสถานการณ์ประกอบ
เมื่อถามว่าหากพรรคกล้าธรรมลงมติไว้วางใจรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นจะถือเป็นการเปิดทางให้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ต้องรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนจึงค่อยพิจารณาผลที่จะตามมา
ชูใช้ผลงานเป็นคำตอบศึกซักฟอก
นายกฯยังกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เป็นกระบวนการตามระบบรัฐสภาและเป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ ตนจึงไม่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ โดยจะใช้ผลงานและสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นคำตอบต่อประชาชนมากกว่าการตอบโต้ทางการเมือง
“ตรงนั้นเป็นกระบวนการในระบบรัฐสภา ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์ ผมถือว่าพวกเขาใช้สิทธิ์ของพวกเขาซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ”นายกฯกล่าว
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ภายในรัฐบาลและกระแสข่าวคลื่นใต้น้ำระหว่างพรรคร่วม นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีปัญหาความขัดแย้ง พร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ขันว่าหากจะมีคลื่นก็คงเป็นระบบจากุซซีที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่คลื่นใต้น้ำที่สร้างความขัดแย้ง
คิดถึงบ้านเมืองก่อนการเมือง
นายอนุทินกล่าวว่า แม้รัฐบาลชุดนี้จะประกอบด้วยพรรคหลัก2พรรคแต่เมื่อเข้ามาทำงานในคณะรัฐมนตรีแล้ว ทุกโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ถือเป็นผลงานร่วมกันของรัฐบาลไม่ควรแบ่งแยกว่าเป็นผลงานของพรรคใด เพราะเป้าหมายสำคัญคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศโดยยกตัวอย่างโครงการป่าสัก–เจ้าพระยา–อ่าวไทย วงเงิน 165,000 ล้านบาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาว หากรัฐบาลมัวแต่คำนึงว่าเป็นผลงานของพรรคใด โครงการสำคัญเช่นนี้อาจไม่สามารถเดินหน้าได้
“วันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดการเมืองก่อนไม่ได้ผมต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อนไม่ใช่การเมือง”นายกฯย้ำ
พอใจผลงานรมต.มืออาชีพ
นายอนุทินกล่าวถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรีมืออาชีพจากภายนอกว่า อยู่ในระดับน่าพอใจโดยยกตัวอย่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหมซึ่งล้วนมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
นายกฯยังย้ำว่าจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ คือ การผสมผสานบุคลากรจากภาคการเมือง ภาคราชการ และภาควิชาชีพเข้าด้วยกัน โดยนักการเมืองมีความใกล้ชิดประชาชนและเข้าใจปัญหาในพื้นที่ ขณะที่ผู้มีประสบการณ์จากระบบราชการและภาควิชาชีพมีความเข้าใจข้อจำกัดด้านกฎหมายและกลไกของรัฐ ทำให้สามารถประสานความร่วมมือเพื่อผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายกฯยืนยันว่าตลอดการประชุมครม.ที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดความขัดแย้งจนเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และพรรคร่วมรัฐบาลต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเห็นว่า เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายระยะกลางและระยะยาว รวมถึงขับเคลื่อนมาตรการต่างๆให้เกิดผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
‘วิปรบ.’จี้ฝ่ายค้านกลับมาเจรจา
นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ออกจากการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป 3 ฝ่าย)ว่า ทำไมวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องเป็นเรื่อง!?วอร์กเอ้าท์วงหารือเพราะเวลาไม่พอ หรือไม่พร้อมอภิปราย?ขอฝ่ายค้านกลับมาเจรจา ถอยคนละก้าว อยู่บนความเป็นจริง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน แต่การกำหนดวันและเวลาที่เหมาะสมต้องผ่านการเจรจาและเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องร่วมกันเป็นองค์ประชุม และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต้องมาตอบชี้แจงข้อกล่าวหา โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.2026ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18คนขอเวลาอภิปราย 60 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาชี้แจงของครม.และเวลาการควบคุมการประชุม) รวม 5 วันอภิปราย + 1วันลงมติ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีแจ้งกลับว่าสะดวกเข้าชี้แจงระหว่างวันที่ 27–29 ต.ค. 2026 คือ 3 วันอภิปราย + 1วันลงมติ
ขณะที่วันที่21ต.ค.2569มีประชุมวิปร่วมวันแรกซึ่งมีรองประธานสภาฯวิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านเข้าร่วมหารือ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า การอภิปราย 5 วัน พร้อมเวลาเฉพาะฝ่ายค้าน 60 ชั่วโมง เป็นไปไม่ได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มี ขณะเดียวกัน การอภิปรายเพียง 3 วันก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายค้าน จึงเสนอให้แต่ละฝ่ายกลับไปพิจารณาความเป็นไปได้ในการลดวันอภิปรายเหลือ4วัน ถ้าจะขออภิปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายนรัฐบาลสะดวกวันไหน
ฝ่ายค้านชี้ยังไม่มีนัดประชุมวิป3ฝ่าย
ขณะที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร(วิป 3ฝ่าย) ต้องนัดวันประชุมใหม่เพื่อเจรจาซึ่งเท่าที่ทราบตอนนี้ ยังไม่มีการนัดประชุมและยังไม่ทราบว่าจะมีการประชุมกันเมื่อไร แต่คงไม่ใช่ภายในสัปดาห์นี้ เพราะประธานรัฐสภา กำหนดวาระการประชุมปกติเรียบร้อยแล้ว
ยืนยันในส่วนของเราว่ากรอบระยะเวลาในการอภิปรายรัฐบาลต้องเป็น 5 วัน ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่กี่วันแต่อยู่ที่รัฐบาลต้องการให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจจบภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ โดยอ้างว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีภารกิจ อย่างไรก็ตาม อีก 2 เดือนกว่าจะมีการปิดสมัยประชุมสภามันเป็นไม่ได้เลยหรือที่รัฐบาลจะไม่มีวันว่างเลยสัก 5วัน ในช่วงเวลาตลอด 60วันนับจากนี้ดังนั้นเจตนาจริงๆคือต้องการให้จบในสัปดาห์นี้
ซัดรัฐบาลอย่ามาบงการเวลาสภา
น.ส.ภคมนกล่าวต่อว่า แน่นอน คนเป็นนายกฯภารกิจมันมีตลอดแต่อยู่ที่ว่าคุณจะให้ลำดับความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่าเราเห็นอาการมาตลอดว่านายกฯ อาจจะไม่ได้พูดเอง แต่คณะรัฐมนตรีก็พูดบ้างว่าเวทีซักฟอกของฝ่ายค้าน เป็นแค่เวทีเล่นละคร เวทีบันเทิง เวทีใช้วาทกรรมและพยายามจะด้อยค่ามาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้ต้องถามกลับไปว่า การที่คุณกลัวเวทีซักฟอก คือคุณกลัวการถูกซักฟอกใช่หรือไม่ เพราะรัฐบาลต้องรู้อยู่แล้วว่านี่คือสิ่งที่คุณต้องเจอ มันเป็นกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติที่เกิดขึ้นมาตลอด การที่คุณไปพูดกับใครต่อใครว่าให้เวลาแล้ว คุณพูดแบบนั้นไม่ได้ เวลามันไม่ใช่ของคุณ มันคือการตกลงร่วมกันและมันเป็นเวลาของฝ่ายค้าน สภาและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างรัฐบาลจะมาบงการหมด บงการแม้กระทั่งเวลาของสภา แบบนี้มันไม่ถูกต้อง
กระทุ้งนายกฯควรเข้าใจบทบาท
“คิดว่าวันนี้สิ่งที่รัฐบาล ควรจะทำคือแสดงสปิริตไม่ว่าฝ่ายค้านยิ่งตรงไหน ตอนไหนก็ตามวันนี้เท่าที่เห็นภารกิจของนายกฯตลอดจนถึงสิ้นปีมันมีภารกิจที่นายกฯเลือกที่จะไม่ไปหรือเลือกที่จะส่งคนอื่นไปแทนได้แต่คุณก็ยืนยันว่านายกฯมีภารกิจเยอะแยะมากมาย ซึ่งภารกิจเหล่านั้นออกงานนั้นออกงานนี้ ร่วมพิธีนั้นพิธีนี้ ไปประชุมนานาชาติ แล้วเรื่องภายในประเทศที่คุณทำเอาไว้ที่มันล้มเหลวนำมาสู่การคอร์รัปชั่น เรื่องที่มันไม่ถูกแก้ไข การที่ฝ่ายค้านตั้งญัตติเพื่อซักฟอกมันไม่สำคัญหรือดังนั้นวันนี้คิดว่านายกฯควรเข้าใจบทบาทหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ ด้วย เวทีซักฟอก ไม่ใช่แค่เวทีของฝ่ายค้าน แต่มันจะเป็นเวทีของรัฐบาลให้ได้ชี้แจงข้อสงสัย ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านด้วยแต่วันนี้คุณเลือกที่จะไม่เข้าร่วมเลย และพยายามกดดันกีดกันทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นห้วงเวลาที่ฝ่ายค้านเขาสะดวก”โฆษกพรรคประชาชน ย้ำ
ปัดเอาแต่ใจ-แค่5วันทนฟังไม่ได้
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่าต้องเข้าใจว่าเราก็ไม่ได้เอาแต่ใจเหตุผล 5 วันเพราะเรายื่นไป 18 รัฐมนตรี วันนี้การเตรียมการภายใน เรามีการเตรียมการอยู่แล้วอย่างเช่นสส.แต่ละคน เขามีเวลา 40 นาที หรือ1.30 ชั่วโมง ถ้าคุณบีบเหลือ 3วัน ทุกอย่างที่เตรียมไว้ เนื้อหาสาระ พี่น้องประชาชนอาจจะได้ไม่ครบคือมันก็วุ่นวายไปหมดและไม่ใช่แค่พรรคประชาชน เวลาที่จะต้องจัดสรรให้พรรคฝ่ายค้านอื่น อย่างพรรคประชาธิปัตย์อีก คิดว่าวันนี้สปิริตในการที่จะให้เวลามันสำคัญขอย้ำว่าเวลามันไม่ได้เป็นของคุณ แต่เกิดจากการตกลงร่วมกันมากกว่า วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีความวุ่นวาย เยอะแยะ เละเทะไปหมด กับอีแค่เวลา 5 วัน ทำไมคุณอดทนฟังการซักฟอกไม่ได้ พี่น้องประชาชนเขาต้องอดทนมากับความไม่มีศักยภาพ ความไม่มีฝีมือของคุณมา 5-6 เดือนแล้ว คิดว่าวันนี้รัฐบาลควรมีสปิริต แล้วไอ้ประเภทที่ไปพูดว่าก็ให้เวลาแล้ว คุณเพิ่มมาวันหนึ่ง เป็นวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. แล้วมาตกลงในห้องว่าวันจันทร์ขอครึ่งวัน แบบนี้ไม่เรียก 4 วัน แต่เรียก 3 วันครึ่ง
หวั่นคงไม่ยื้อจนปิดสมัยประชุมสภา
เมื่อถามว่าหากรัฐบาลยื้อไปจนปิดสมัยประชุมสภาในวันที่ 22 ธ.ค.จะทำให้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตกไปหรือไม่น.ส.ภคมนกล่าวว่า โดยปกติที่ผ่านมาหลายๆรัฐบาลคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าพูดกันตรงๆรัฐบาลนี้ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายที่เขาจะทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่สนใจใคร แต่เราก็ต้องยืนยันจนถึงที่สุดก่อนว่านี่เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน นี่คือญัตติและงานของฝ่ายค้าน เราแค่ขอความร่วมมือให้คุณอยู่ในช่วงเวลาที่เราต้องการ วันที่คุณจะแถลงนโยบายเราไม่เห็นไปยุ่งเลย ฝ่ายค้านก็นั่งรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล เช่นเดียวกันวันนี้ฝ่ายค้านยื่นญัตติในเวลาเท่านี้คุณเองก็ควรจะให้เวลามานั่งฟังการซักฟอก นอกเสียจากว่าคุณกลัวการซักฟอกเท่านั้น
เมินเจรจาให้ปธ.สภาฯลงมาเคลียร์
เมื่อถามถึงกรณีนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล เรียกร้องให้ฝ่ายค้านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา พร้อมระบุว่าที่ฝ่ายค้านวอล์กเอาท์จากวงหารือเป็นเพราะเวลาไม่พอ หรือไม่พร้อมอภิปรายนั้น น.ส.ภคมน กล่าวว่า มันจะเจรจาได้อย่างไร ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง วันนี้พูดอีกอย่างพอคุณกลับไปฐานที่มั่นของคุณ คุณกลับมาบอกว่าเป็น 4 วันนะแต่วันจันทร์ ขอให้เป็นครึ่งวัน ตนคิดว่าวันนี้คนที่มานั่งเจรจาในห้องไม่ใช่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจริง ดังนั้น คุณไปฟังคำสั่งมาให้เสร็จแล้ว ก็เอาสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการไปรายงานให้เสร็จ ไปคิดฉากทัศน์มาให้เสร็จแล้ว มาคุยกันในห้อง จึงจะสามารถจบในห้องได้ อีกอย่างตัวแปรที่สำคัญที่สุดนั่นคือประธานสภาซึ่งไม่ได้เข้ามา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้การประชุมราบรื่น แต่ประธานสภาเป็นผู้เล่นเสียเอง มีการขู่ด้วยว่า ถ้าคุยกันไม่ได้ก็ปิดประชุมและมีอารมณ์ตลอดเวลา อันนี้ตนคิดว่าไม่น่าจะใช่บทบาทของประธานสภา
เย้ยล็อก27ต.ค.เชื่อหมอดูฤกษ์ชนะ
“ส่วนที่บอกว่าพรรคฝ่ายค้าน ไม่พร้อมอภิปรายหรือไม่นั้น มันเป็นเรื่องของเรา อย่างที่บอกว่ามันเป็นเวลาของเรา คุณไม่ต้องมายุ่ง มันไม่ใช่เวลาที่ข้อมือคุณ มันเป็นเวลาของเราที่เราขอเท่านั้นเอง แล้วคุณล่ะทำไมคุณถึงเลือกจะเอาวันที่ 27 ต.ค.ให้ได้ คุณไปดูฤกษ์มาแล้วไง ไปดูดวงมาแล้วว่าวันนี้จะชนะ ไม่เพลี่ยงพล้ำ เท่านั้นเอง เรื่องจะมีข้อมูลหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล หน้าที่ของรัฐบาลคืออำนวยความสะดวก เวลาตามที่ฝ่ายค้านขอ” น.ส.ภคมน กล่าว
ปธ.วิปรัฐบาลสะกิดถอยกรอบเวลา
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการหารือกำหนดวันและกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฐานะประธานวิปรัฐบาล พยายามประสานงานและเจรจากับทุกฝ่าย เพื่อหาวันและกรอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมต้องการบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหารือให้ชัดเจน การหารือครั้งแรก ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะแต่ละฝ่ายยืนอยู่บนข้อเสนอของตัวเอง โดยคณะรัฐมนตรีแจ้งวันที่พร้อมให้สภา คือวันที่
27-29 ตุลาคม รวม 3 วัน ขณะที่ฝ่ายค้านยืนยันขอเวลาอภิปราย 5 วันเมื่อกรอบเวลาของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกันการหารือจึงยังหาข้อสรุปไม่ได้ สำหรับการหารือครั้งที่สอง หลังพูดคุยกันระยะหนึ่ง ประธานในที่ประชุมเสนอให้ผู้แทนคณะรัฐมนตรีกลับไปหารือเพื่อขยายกรอบเวลา รัฐบาลจึงเสนอเพิ่มวันอภิปรายจาก 3 วันเป็น 4 วัน คือวันที่ 26-29 ตุลาคม พร้อมจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายประมาณ 45-48ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อเสนอหลังจากฝ่ายค้านเดินออกจากการหารือ (Walk out)
นายกรวีร์ย้ำว่า ฝ่ายค้านยืนยันว่าหากอภิปรายในช่วงวันที่คณะรัฐมนตรีสะดวก ต้องเป็น 5 วัน ส่วนกรอบ 4 วัน ควรเลื่อนไปเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน เพราะปรับแผนการอภิปรายไม่ทัน จุดนี้เองที่ทำให้ยังตกลงกันไม่ได้ เพราะคณะรัฐมนตรีไม่มีช่วงเวลาต่อเนื่องที่สะดวกในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่รัฐมนตรีพร้อมมาชี้แจงได้มากที่สุด แต่ฝ่ายค้านยืนยันว่าหากอภิปรายในช่วงดังกล่าว จะต้องได้อภิปราย 5 วันเท่านั้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ไม่สามารถหาช่วงเวลา 5 วันได้เช่นกัน ข้อตกลงร่วมกันจึงไม่เกิดขึ้น
หวังหาจุดลงตัว-ซักฟอกทันสมัยประชุมนี้
นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า รู้สึกเสียดายที่การหารือยุติลงก่อนจะหาข้อสรุปร่วมกันได้ โดยเห็นว่าโต๊ะเจรจาควรเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายนำเหตุผลมาพบกัน หากต่างฝ่ายต่างยืนอยู่กับข้อเสนอเดิม ก็ยากที่จะหาทางออก แต่หากทุกฝ่ายขยับเข้าหากันคนละก้าว ข้อตกลงก็มีโอกาสเกิดขึ้น ทั้งนี้ กรอบ 4 วันที่รัฐบาลเสนอ มีเวลารวม 63 ชั่วโมง 30 นาที โดยจัดสรรให้ฝ่ายค้านอภิปราย 45-48 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเทียบกับกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ถือเป็นเวลาสำหรับฝ่ายค้านที่มากที่สุด นี่คือข้อเสนอที่รัฐบาลยื่นบนโต๊ะเจรจา เพื่อให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่และให้รัฐมนตรีมีเวลาชี้แจงต่อสภา แต่เมื่อยังไม่มีข้อยุติ ประธานสภาจึงยังไม่บรรจุญัตติเป็นวาระ และเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน
“มาถึงตอนนี้คงไม่มีประโยชน์ที่จะมาถกเถียงกันว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือใครเป็นฝ่ายผิด แต่ต้องมองไปข้างหน้าเพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องได้พิจารณา สิ่งสำคัญคือจะหาทางให้สภาเดินต่อไปได้อย่างไร หวังว่าทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะยอมถอยคนละก้าวหาวันและกำหนดเวลาที่ลงตัวได้ จะพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และหวังว่าจะเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมนี้ได้” ประธานวิปรัฐบาล กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

