สลดตึกสูง 18 ชั้นไนโรบีพังถล่มยับ! ‘ศ.ดร.อมร’ ชี้วิบัติแนวดิ่ง-ดิ่งลึกแบบ ‘แพนเค้ก’

‘ศ.ดร.อมร’ วิเคราะห์ตึกสูง 18 ชั้นที่เคนยาถล่มเป็นแบบ ‘แพนเค้ก’ จากชั้นล่างคล้ายโดมิโน ชี้วิบัติแนวราบไร้แผ่นดินไหว พร้อมเตือน 3 ปัจจัยหลักวิศวกรรมอาคารสูง
จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่กรณีอาคารสูง 18 ชั้น ย่านอีสต์ลีห์ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา พังถล่มลงมาระหว่างการก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากตึกจำนวนมาก สร้างความตื่นตระหนกและสะเทือนใจไปทั่วโลก ล่าสุด ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุเบื้องต้นจากรูปแบบการพังทลายดังกล่าว
ศ.ดร.อมร เปิดเผยว่า แม้ในขณะนี้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นทางการ แต่หากทำการวิเคราะห์จากรูปแบบการพังทลายของอาคาร พบว่าเป็นการพังถล่มในแนวดิ่ง (Gravity collapse) ซึ่งน่าจะเกิดจากโครงสร้างหลักไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของตัวอาคารเองได้ ลักษณะการถล่มเป็นการวิบัติแบบต่อเนื่อง (Progressive collapse) โดยจุดเริ่มต้นของการพังทลายคาดว่าจะเกิดขึ้นที่บริเวณชั้นล่างๆ ของอาคาร ก่อนจะส่งผลให้อาคารชั้นบนทรุดตัวและพังทลายตามลงมาในลักษณะคล้ายกับตัวต่อโดมิโน่ที่ล้มตามกันเป็นทอดๆ จนทำให้อาคารทั้งหลังทรุดตัวกองราบลงมาอยู่บนพื้นดิน ซึ่งถือเป็นรูปแบบการพังถล่มแบบแพนเค้ก (Pancake collapse) อย่างชัดเจน
รูปแบบการพังทลายลักษณะนี้นั้น ศ.ดร.อมร อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น อาคารก็สามารถพังถล่มลงมาได้ หากโครงสร้างเกิดการสูญเสียกำลังในการรับน้ำหนักขององค์อาคารหลักในแนวดิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสา ผนังรับน้ำหนัก หรือจุดต่อโครงสร้าง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการร่วมกัน
สำหรับปัจจัยที่อาจนำไปสู่การสูญเสียกำลังรับน้ำหนักของโครงสร้างในแนวดิ่ง จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมตึกถล่ม มีประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบ 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1.วัสดุก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน เช่น คอนกรีตหรือเหล็กเสริมที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง มีกำลังรับแรงต่ำกว่าค่าที่กำหนดไว้ในการออกแบบทางวิศวกรรม 2.การออกแบบที่ผิดพลาด เกิดจากกระบวนการวิเคราะห์หรือคำนวณแรงที่คลาดเคลื่อน หรือการออกแบบขนาดชิ้นส่วนโครงสร้างและการเสริมเหล็กน้อยเกินกว่าเกณฑ์ความปลอดภัย และ 3.การก่อสร้างไม่ตรงตามแบบ มีการดำเนินงานก่อสร้างอาคารเพิ่มจำนวนชั้นเกินกว่าที่ได้รับใบอนุญาต หรือมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.อมร ระบุว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมในเบื้องต้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่ชัด
‘เหตุการณ์ที่กรุงไนโรบีถือเป็นข้อเตือนใจราคาแพงสำหรับวงการก่อสร้างทั่วโลก ว่าการออกแบบและก่อสร้างอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่ ถือเป็นงานที่มีความเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด ใช้วัสดุที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และต้องใช้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเข้ามาควบคุมดูแลทั้งในขั้นตอนการออกแบบและการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยขึ้นอีก’ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ กล่าวเน้นย้ำ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

