ดราม่ากะเพรา! ปฐม อินทโรดม สะท้อนปมใหญ่ หวั่นนักวิจัยถอยหนี กลัวข้อหาเอางานรัฐหากิน

25 ตุลาคม 2569 นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า จากดราม่าเรื่องการวิจัยกะเพราในสังคมไทยอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมลองอ่านความคิดเห็นของคนไทยจำนวนมากแล้วรู้สึกตกใจไม่น้อยครับ
หลายคนมองว่างานวิจัยที่ใช้เงินภาษีประชาชนต้องเป็นสมบัติของชาติ เอกชนไม่ควรนำไปแสวงหาผลกำไร บางความเห็นรุนแรงถึงขั้นมองว่าการนำงานวิจัยไทยไปทำธุรกิจเป็นการขายสมบัติชาติ หรือแม้แต่ขายชาติ
ผมอ่านแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเราคิดกันแบบนี้ งานวิจัยไทยจะออกจากห้องทดลองไปสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร?
และทำให้ผมนึกถึงเรื่องจริงที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งตอนแรกผมไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกันเลย…
ช่วงปลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสพูดคุยกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วได้เห็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำเอาผมตาโต เพราะมันเจ๋งมากจริง ๆ
เป็นระบบที่บริษัทผมเคยต้องซื้อจากต่างประเทศในราคาหลายล้านบาท แต่ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งนี้กลับพัฒนาขึ้นมาใช้เองได้ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อระบบจากต่างประเทศแม้แต่บาทเดียว
ผมตื่นเต้นมากครับ อยากรีบเข้าไปเจรจากับมหาวิทยาลัยทันที เพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาล สามารถนำไปขายให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้อีกมากมาย
แน่นอนว่าเอกชนอย่างผมต้องลงทุนเพิ่ม ทั้งวิจัยต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งทีมขาย ทีมติดตั้ง ทีมบริการหลังการขาย และแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่ถ้าแบ่งผลประโยชน์กับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นธรรม ผมมองว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์
มหาวิทยาลัยมีรายได้กลับไปทำวิจัยต่อ บริษัทไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง ลูกค้าได้ใช้ของดีในราคาที่เหมาะสม ประเทศลดการนำเข้า เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ฟังดูเป็นเรื่องดีใช่ไหมครับ?
แต่ยังไม่ทันได้เริ่มเจรจาจริงจัง ก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งผ่านประสบการณ์เรื่องทำนองนี้มาอย่างโชกโชนเตือนผมว่า
“รู้ไหม ถ้าคุณทำโครงการนี้สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น?”
ผมตอบอย่างมั่นใจว่า ก็ดีสิครับ ประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินซื้อเทคโนโลยีต่างชาติ มหาวิทยาลัยมีรายได้ เอกชนมีธุรกิจใหม่ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์
ท่านส่ายหัวแล้วตอบว่า
“ถ้าคุณทำสำเร็จ และมันเป็นข่าวเมื่อไร คณบดีอาจถูกสอบข้อหาเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ส่วนบริษัทคุณก็จะถูกโจมตีว่าเอางานวิจัยซึ่งเป็นสมบัติของชาติมาหากิน”
ท่านเล่าต่อว่าเคยเจอเรื่องทำนองนี้มาหลายคดีแล้ว เสียทั้งเวลา เสียทั้งกำลังใจ จนเข็ด และไม่อยากให้ผมต้องมาเจอแบบเดียวกัน
ตอนนั้นผมฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเชื่อ คิดในใจว่าถ้าทำทุกอย่างโปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบ แบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม มันจะมีปัญหาอะไร?
แต่พอเห็นความคิดเห็นเรื่องกะเพราในช่วงนี้ ผมเริ่มเข้าใจคำเตือนของท่านอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วครับ
บางครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนักวิจัยไทย อาจไม่ใช่การวิจัยแล้วล้มเหลว แต่เป็นการวิจัยสำเร็จ แล้วมีเอกชนสนใจเอาไปทำธุรกิจ
ผมไม่ได้บอกว่าเราควรปล่อยให้เอกชนเอางานวิจัยที่ใช้เงินภาษีประชาชนไปใช้ฟรี ๆ นะครับ ตรงกันข้าม ต้องมีกติกาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้มหาวิทยาลัยได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม
ประเทศไทยมีกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมอยู่แล้วด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ทำไมคนที่อยากนำงานวิจัยไปต่อยอดจึงยังต้องกังวลกับเรื่องเหล่านี้?
การที่เอกชนได้กำไร ไม่ได้แปลว่าประเทศชาติเสียประโยชน์เสมอไป และการที่งานวิจัยถูกเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ ก็ไม่ได้แปลว่าประเทศชาติจะได้ประโยชน์สูงสุด
เราควรตรวจสอบการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบอย่างจริงจัง แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างการทุจริตกับการร่วมมือกันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
เพราะถ้าเรามองว่าการที่เอกชนได้กำไรจากงานวิจัยเป็นเรื่องน่าสงสัย แล้วใครจะกล้าลงทุนพัฒนางานวิจัยให้กลายเป็นสินค้าที่คนทั่วไปใช้ได้จริง?
สุดท้ายงานวิจัยดี ๆ ก็อาจจบลงที่รายงานเล่มหนา ๆ บนชั้นหนังสือ ส่วนหน่วยงานไทยก็ซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศในราคาหลายล้านบาทต่อไป
ที่น่าขำก็คือ ถ้าบริษัทต่างชาติเอาเทคโนโลยีมาขายเราในราคาหลายล้าน เราเรียกว่าเป็นการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ
แต่ถ้าบริษัทไทยเอางานวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยมาต่อยอดจนขายได้ เราอาจถูกตั้งคำถามว่ากำลังแสวงหาประโยชน์จากสมบัติของชาติ
ผมยังอยากทำโครงการนี้อยู่นะครับ แต่ยอมรับว่าตอนนี้เริ่มลังเลเหมือนกัน เพราะเงินลงทุนผมพอหาได้ ทีมงานผมพอสร้างได้ แต่ถ้าต้องเอาเวลาหลายปีไปต่อสู้กับข้อกล่าวหาที่อาจเกิดขึ้น ผมก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน
ผมเคยคิดว่าปัญหาของประเทศไทยคือเรามีงานวิจัยดี ๆ น้อยเกินไป
วันนี้ผมเริ่มสงสัยว่า หรือปัญหาที่แท้จริงคือเรามีงานวิจัยดี ๆ อยู่แล้ว แต่สังคมส่วนหนึ่งกลับไม่ไว้วางใจคนที่อยากเอาไปสร้างมูลค่าเพิ่ม
เราอาจภูมิใจที่งานวิจัยเป็นสมบัติของชาติ แต่ถ้าความภูมิใจนั้นทำให้ไม่มีใครกล้านำไปใช้ประโยชน์ สุดท้ายเราก็อาจเหลือเพียงสมบัติที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
เพราะในประเทศนี้ บางครั้งการทำอะไรไม่สำเร็จ อาจปลอดภัยกว่าการทำสำเร็จเสียอีก
แล้วเราก็ยังสงสัยกันว่าทำไมประเทศไทยถึงพัฒนาได้ช้า
ส่วนผม ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วครับว่าทำไมผู้ใหญ่ท่านนั้นถึงเตือนด้วยความหวังดี
และทำไมเทคโนโลยีที่คนไทยคิดเองได้ จึงอาจต้องปล่อยให้คนไทยซื้อจากต่างประเทศต่อไป
บางทีสิ่งที่เราควรหวงแหนที่สุด อาจไม่ใช่การเก็บงานวิจัยไว้บนหิ้ง แต่เป็นโอกาสที่จะทำให้งานวิจัยของคนไทยสร้างประโยชน์ให้คนไทยได้จริง ๆ…
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

