ผ่าแข้งฟอร์มใหญ่! 'ไบรท์ตัน'ยกพลบุกรังแอนฟิลด์

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมตช์เดย์ที่ 8 ประจำค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2026 มีลงฟาดแข้ง 5 คู่ ยุโรปมีการปรับเวลาห่างจากประเทศไทยจากเดิม 6 ชั่วโมง เป็น 7 ชั่วโมงตามธรรมเนียมอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคมในทุกๆ ปี เพื่อเข้าสู่หน้าหนาว ทำให้จะออกสตาร์ทในเวลา 21.00 น.
เกมที่สนามแอนฟิลด์ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านรับการมาเยือน “นกนางนวล” ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ท่ามกลางพายุบูโล่ (Storm Boelo) เป็นชื่อพายุในยุโรปที่ตั้งโดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งเนเธอร์แลนด์ (KNMI) ซึ่งเป็นระบบตั้งชื่อพายุร่วมกันระหว่างสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์
อิทธิพลของพายุลูกนี้ ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง และลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศอังกฤษและสหราชอาณาจักรในช่วงสุดสัปดาห์นี้
ความพร้อมเริ่มที่ ลิเวอร์พูล ฟอร์มดีชนะมา 3 เกมติดในทุกรายการ ล่าสุดเปิดบ้านพลิกสถานการณ์แซง “เรือดำน้ำสีเหลือง” บียาร์เรอัล 4-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ผลงานในลีกผ่านไป 7 เกม ชนะ 3 เสมอ 3 แพ้ 1 มี 12 คะแนน เกมนี้ทีมของ อันโดนี่ อิราโอล่า ยังไม่มี เฌเรมี่ ฟริมปง และโดมินิค โซบอสไล ที่บาดเจ็บลุ้นกลับมาในเดือนหน้า สมทบกับ โจวานี่ เลโอนี่, อูโก้ เอกิติเก้ และคอนอร์ แบร๊ดลีย์ ที่เดี้ยงอยู่แล้ว ในรายของ บิคตอร์ มูนญอซ ไม่มีชื่อในเกมล่าสุด รอทดสอบความฟิต นอกนั้นไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม ข่าวดีคือการได้ ไรอัน กราเฟนแบร์ช พ้นโทษแบนกลับมาคุมแดนกลาง ส่วนตัวที่ได้พักอย่าง มิลอส เคอร์เคซ, ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, บรัดเลย์ บาร์โกล่า และอเล็กซานเดอร์ อิซัค จะกลับมาเป็นตัวจริง
ทางฝั่ง ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ในลีกมา 5 ชนะ 4 เสมอ 1 พวกเขาคือทีมที่ยิงได้มากที่สุดในลีก 23 ประตู เสียแค่ 5 ถือว่าน้อยที่สุดเท่ากับแชมป์เก่าอย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล หลังผ่าน 7 เกมแรก
กลางสัปดาห์โรเตชั่นทีมส่งสำรองลงเล่นถึง 8 ตำแหน่ง บุกไปเสมอ ยาโบลเน็ค จากเช็กเกีย 0-0 หยุดสถิติชนะรวดไว้ที่ 6 เกม เทรนเนอร์หนุ่มฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ วัย 33 ปี เพิ่งจะคุมทีมครบ 100 เกมในทุกรายการ นัดนี้ยังขาดกลุ่มผู้เล่นที่บาดเจ็บอย่าง ยานคูบา มินเตห์, คาโอรู มิโตมะ, สเตฟานอส ซีมาส, อีแวน เฟอร์กูสัน, มัตส์ วีฟเฟอร์ และซาด็อค โยฮันน่า แต่ไม่ได้ส่งผลอะไรมากนัก เพราะแกนหลักที่ใช้งานมาตลอดอยู่กันครบ
บรรดานักเตะที่ได้พักจะกลับมาเป็นตัวจริง ปาสกาล กรอสส์ คุมแดนกลางกับ เชมา อันเดรส พร้อมดัน ยาซีน อายารี่ ไปเล่นตัวรุกขนาบข้าง ดีเอโก้ โกเมซ และมักซิม เดอ ไคล์เปอร์ โดยมี ชาราลัมปอส คอสตูลาส หัวหอกดาวรุ่งทีมชาติกรีซวัย 19 ปี ทำไปแล้ว 5 ประตู 4 แอสซิสต์ ยืนเป็นหน้าเป้า

ว่ากันถึงรายละเอียดของ ไบรท์ตัน ที่ออกสตาร์ทดีนั้น เป็นปกติของพวกเขาทุกซีซั่นอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้แฟนบอลรู้ดี แต่ส่วนใหญ่จะตื่นโซเชี่ยล
ซีซั่น 2022-23 : สตาร์ท 7 เกมแรก ชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 1 โดยแพ้ ฟูแล่ม เกมที่ 5 ที่คราเวนคอทเทจ 1-2
จากนั้นไม่ชนะใคร 4 เกมรวด แพ้ไปถึง 3 จบซีซั่น อันดับ 6 คุมทีมโดย แกรม พ็อตเตอร์ จนถึง 8 กันยายน 2022 ก่อนจะย้ายไป เชลซี และ โรแบร์โต้ เดอ แชร์บี้ มารับงาน 18 กันยายน
ซีซั่น 2023-24 : สตาร์ท 7 เกมแรก ชนะ 5 แพ้ 2 แต่หลังจากโดน วิลล่า ยำ 6-1 ที่วิลล่า พาร์ค ในเกมที่ 7 ก็ไม่ชนะใคร 5 เกมติดจบที่ 11
ซีซั่น 2024–25 : ฟาเบียน เฮอร์เซลเลอร์ เข้ามาทำทีม สตาร์ท 7 เกมแรก ชนะ 3 เสมอ 3 แพ้ 1 จากนั้น 13 นัด ชนะ 3 แพ้ 3 เสมอ 7 และไม่ชนะใครติดกันถึง 8 เกม
ซีซั่น 2025–26 จบที่ 8 เป็นปีที่อาจจะเริ่มต้นไม่แรง แต่ก็แพ้น้อย เพราะสตาร์ท 7 นัดแรก ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 2
ซีซั่นนี้ลงทุนไป 137 ล้านปอนด์ ซื้อนักเตะใหม่ 9 คน ต่อสัญญานักเตะชุดใหญ่เกือบ 10 ราย
ขายได้เงินคาดว่ามากกว่า 150 ล้านปอนด์ นั่นคือ คาร์ลอส บาเลบา 65 ล้านปอนด์ ไปแมนฯยู, แยน ปอล ฟาน เฮคเค่ ไป สเปอร์ส 52 ล้านปอนด์, คาร์ล รัชเวิร์ธ ไป โคเวนทรี 22.5 ล้านปอนด์ และดีเอโก้ ค็อปโปล่า ไป ปารีส เอฟซี 16.5 ล้านปอนด์
ขนาดทีมลดลงจาก เจมส์ มิลเนอร์, โยเอล เฟลท์มัน, ซอลลี่ มาร์ช และอดัม เว็บสเตอร์ เงื่อนไขสัญญากับอายุทำให้ออกจากทีม
ลงสนามไปแล้วทุกรายการรวม 12 เกม
เฉพาะเกมลีกสตาร์ท 7 เกมแรก ชนะ 5 เสมอ 1 แพ้ 1
เริ่มจาก เปิดบ้านชนะ วิลล่า(เหลือ 10 คนตั้งแต่40นาทีแรก) 4-0, ไปแพ้ เชลซี 3-4, เล่นในบ้านเสมอ ลีดส์ 1-1 และชนะ 4 นัดติด ด้วยการบุกยำ โคเวนทรี(เหลือ 10 คนนาที 53) 5-0, เปิดบ้านถลุง อาร์เซนอล 3-0, เหลือ 10 คนนาทีที่ 57 บุกไปปราบ ซันเดอร์แลนด์ 2-0 และล่าสุดถล่ม พาเลซ 5-0

เคาะนักเตะที่ใช้มาให้อ่านกัน
เกม 1.บาร์ต แฟร์บรุคเก้น – แมตต์ วิฟเฟอร์, ลูก้า วุชโควิช, ลูอิส ดังค์, โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ – พาสคาล กรอสส์, ยาซิน อายารี – ดีเอโก้ โกเมซ, แจ๊ค ฮินเชลวู้ด, มักซิม เดอ ไคเปอร์ – จอร์จินิโอ รุตแตร์
เกม 2.บาร์ต แฟร์บรุคเก้น – แมตต์ วิฟเฟอร์, ลูก้า วุชโควิช, ลูอิส ดังค์, เฟอร์ดี้ คาดิโอลู- พาสคาล กรอสส์, โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ – ดีเอโก้ โกเมซ, มาลิค ยัลคูเย่, มักซิม เดอ ไคเปอร์ – ชาราลัมพอส คอสตูลาส
เกม 3 บาร์ต แฟร์บรุคเก้น – เฟอร์ดี้ คาดิโอลู, ลูก้า วุชโควิช, ลูอิส ดังค์, โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ – พาสคาล กรอสส์, ยาซิน อายารี – ดีเอโก้ โกเมซ, มาลิค ยัลคูเย่, มักซิม เดอ ไคเปอร์ – ชาราลัมพอส คอสตูลาส
เกม 4 บาร์ต แฟร์บรุคเก้น – เฟอร์ดี้ คาดิโอลู, ลูก้า วุชโควิช, ลูอิส ดังค์, โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ – พาสคาล กรอสส์, ยาซิน อายารี – ดีเอโก้ โกเมซ, มาลิค ยัลคูเย่, มักซิม เดอ ไคเปอร์ – ชาราลัมพอส คอสตูลาส
เกม 5 : บาร์ต แฟร์บรุคเก้น – เฟอร์ดี้ คาดิโอลู, ลูก้า วุชโควิช, ลูอิส ดังค์, โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ – พาสคาล กรอสส์, ยาซิน อายารี – ดีเอโก้ โกเมซ, มาลิค ยัลคูเย่, มักซิม เดอ ไคเปอร์ – ชาราลัมพอส คอสตูลาส
เกม 6 : บาร์ต แฟร์บรุคเก้น – เฟอร์ดี้ คาดิโอลู, ลูก้า วุชโควิช, ปาสกาล สเตราจ์, โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ – พาสคาล กรอสส์, อันเดรส เชมา – ดีเอโก้ โกเมซ, ยาซิน อายารี, มักซิม เดอ ไคเปอร์ – ชาราลัมพอส คอสตูลาส
เกม 7 : บาร์ต แฟร์บรุคเก้น – เฟอร์ดี้ คาดิโอลู, ลูก้า วุชโควิช, ลูอิส ดังค์, โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ – พาสคาล กรอสส์, อันเดรส เชมา- ดีเอโก้ โกเมซ, ยาซิน อายารี, มักซิม เดอ ไคเปอร์ – ชาราลัมพอส คอสตูลาส
เงื่อนไขการจัดทีมที่น่าสนใจ
1.มีนักเตะ 16 คนมาสตาร์ทตัวจริง
2.มีนักเตะ 6 คนลงเล่นตัวจริงทุกนัด
3.มี 5 คนเล่นตำแหน่งเดิม บาร์ต แฟร์บรุคเก้น, ลูก้า วุชโควิช, พาสคาล กรอสส์, ดีเอโก้ โกเมซ, มักซิม เดอ ไคเปอร์
โอลิวิเย่ร์ บอสกายี่ เล่นแบ๊กซ้าย 6 นัด เล่นกองกลาง 1 นัด นั่นคือเกมแพ้ เชลซี
4.นักเตะใหม่ 7 จาก 9 คน ที่ค่าตัวเกิน 10 ล้านปอนด์ ลงสนามเป็นตัวหลักจริง ๆ แค่คนเดียวคือ วุชโควิช ราคา 46 ล้านปอนด์ จากสเปอร์ส แต่จริง ๆ ไปทำฟอร์มกับ ฮัมบวร์ก ไม่เคยเล่นกับ สเปอร์ส ในเกมลีกเลย
ที่เหลือมี 2 คนที่ได้สตาร์ทในพรีเมียร์ลีก นั่นคือ สเตราจ์ 15 ล้านปอนด์จากลีดส์ แต่ลงตัวจริงเกมแรกโดนไล่ออก ก็นั่งไปก่อน
5.เชมา 15.5 ล้านปอนด์จากชตุ๊ตการ์ท ได้สตาร์ทกองกลาง 2 เกมล่าสุด สไตล์การเล่นเหมือนกับ โรดรี้ แต่เล่นพิมพ์เดียวกันกับ อาตาร์คาน การาซอร์ ที่รังม้าขาว
6.ไส้ในมิดฟิลด์ ดันเอา ยาซิน อายารี ขึ้นมาเล่นแดนบนเพื่อเปิดแดนกลางเป็น 4-3-3 ยืน “แบบคว่ำ” เพื่อให้ อายารี ไถบนลงล่าง เพราะ เชมา จะเป็นตัวปลัก และกรอสส์ จะขยับคล้องตามสถานการณ์
7.บอลเพรสไม่หยุด เจอกับบอลชอบเพรสเป็นอาจิณอย่าง อิราโอล่า ก็จงจับตาดูให้ดี ๆ
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม 46 เกมในทุกรายการ ลิเวอร์พูล ชนะ 25 เสมอ 12 และไบรท์ตัน ชนะ 9
โดย 7 เกมหลังสุดไม่เคยจบลงด้วยผลเสมอ ลิเวอร์พูล ชนะ 5 ไบรท์ตัน ชนะ 2
ส่วนการปะทะกันของกุนซือทั้งสองฝั่ง 4 ครั้ง ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ มีสถิติที่ดีกว่าชนะ 2 เสมอ 1 และอันโดนี่ อิราโอล่า ชนะ 1
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อลิสซอน เบ็คเกอร์, โรนัลด์ อเราโฆ่, เฌเรมี่ ฌักเกต์, เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค, มิลอส เคอร์เคซ, ไรอัน กราเฟนแบร์ช, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, โคดี้ กัคโป, ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, บรัดเลย์ บาร์โกล่า และอเล็กซานเดอร์ อิซัค
ไบรท์ตัน (4-2-3-1) : บาร์ต แฟร์บรูกเก้น, เฟอร์ดี้ คาดิโอกลู, ลูก้า วุสโควิช, ลูอิส ดังก์, โอลิวิเยร์ บอสกาญี่, ปาสกาล กรอสส์, เชมา อันเดรส, ดีเอโก้ โกเมซ, ยาซีน อายารี่, มักซิม เดอ ไคล์เปอร์ และชาราลัมปอส คอสตูลาส
สกอร์ที่คาด: ลิเวอร์พูล 3-2 ไบรท์ตัน

อีกคู่ที่น่าสนใจลงเล่นในเวลาเดียวกัน 21.00น. “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ดวล “เดอะ เชอร์รีส์” เอเอฟซี บอร์นมัธ เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤติไม่ชนะใคร 7 เกมติด ล่าสุดบุกไปโดนโคโม่ ถล่มจนโคม่า 4-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีปัญหาภายในนักเตะทะเลาะกับผู้จัดการทีม ปัจจุบันในลีกมีแค่ 7 คะแนน จากการชนะ 1 เสมอ 4 แพ้ 2 แถมเกมนี้ยังเจอปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บ ไม่มี ค็อบบี้ เมนู, ลุค ชอว์, เบนยามิน เชชโก้, แพทริค ดอร์กู และมานูเอล อูการ์เต้ ส่วน อายเด้น เฮฟเว่น, ลิซานโดร มาร์ติเนซ และมาร์คัส แรชฟอร์ด ต้องทดสอบความฟิต ทำตัวเลือกมีไม่มากนัก เลนี่ โยโร่ อาจจะได้ลงไปจับคู่ในแนวรับกับ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ แดนกลางมีเสียงเรียกร้องให้ ดร็อป ยูริ ตีเลมานส์ แต่คาดว่าน่าจะได้เล่นต่อ เช่นเดียวกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และมาเตอุส คุนญ่า ที่มีปัญหาในเรื่องการจัดแท็กติคกับโค้ช ด้วยสถานการณ์ยังไงก็ต้องลงเล่น
ทีมเยือน บอร์นมัธ ปลดล็อกคว้าชัยชนะเกมแรกในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ กลางสัปดาห์ฟอร์มเยี่ยมเปิดบ้านถล่ม “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน ยักษ์หลับจากอิตาลี 3-0 คว้าชัย 3 นัดรวดในศึกยูโรป้า ลีก เกมนี้ยังหมดสิทธ์ใช้งาน อเล็กซ์ สก็อตต์, เอลี่ จูเนียร์ ครูปี้ และฮูเลี่ยน อเราโฆ่ ที่บาดเจ็บพักยาว สมทบกับ อเล็กซ์ โธธ์ห ที่เดี้ยงจากเกมล่าสุด อย่างไรก็ตามได้ จัสติน ไคล์เวิร์ต หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาแล้ว พร้อมสตาร์ทตัวจริงลงปั้นเกมรุกกับ รายาน, มาร์คัส ทาเวอร์เนียร์ และเอวานิลซอน
สถิติการพบกันของทั้งสองทีม 26 เกมในทุกรายการ แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 14 เสมอ 7 และบอร์นมัธ ชนะ 5
อย่างไรก็ตาม 6 เกมหลังสุด บอร์นมัธ ไม่แพ้เลย ชนะ 2 และเสมอ 4 ฤดูกาลนี้เจ๊ากันแบบสุดมันส์ ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 4-4 และไวตาลิตี้ 2-2
11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม
แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดีโอโก้ ดาโลท์, เลนี่ โยโร่, แฮร์รี่ แม็คไกวร์, นูสแซร์ มาซราวี, ยูริ ตีเลมานส์, คาร์ลอส บาเลบา, อาหมัด ดิยัลโล่, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาเตอุส คุนญ่า และไบรอัน เอ็มเบอโม่
บอร์นมัธ (4-2-3-1) : ยอร์เย่ เปโตรวิช, อดัม สมิธ, เจมส์ ฮิลล์, อันโตนิโอ ซิลวา, อาเดรียง ทรูฟแฟร์, ไทเลอร์ อดัมส์, ไรอัน คริสตี้, รายาน, จัสติน ไคลเวิร์ต, มาร์คัส ทาเวอร์เนียร์ และเอวานิลซอน
สกอร์ที่คาด: แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 บอร์นมัธ
บี แหลมสิงห์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

