จับชายเยอรมันวัย 33 ปี ต้องสงสัยวางเพลิง 'รังอินทรี' อดีตบ้านพัก'ฮิตเลอร์'บนเทือกเขาแอลป์

ตำรวจเยอรมนีควบคุมตัวชายชาวเยอรมันวัย 33 ปี หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ “รังอินทรี” (Eagle's Nest) หรือเคห์ลชไตน์เฮาส์ (Kehlsteinhaus) อดีตสถานพักผ่อนบนเทือกเขาแอลป์ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีเยอรมนี โดยไฟลุกท่วมอาคารและสร้างความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุ รวมถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลา 21.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันศุกร์ (23 ต.ค.) ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเดินทางไปถึงและพบว่าอาคารถูกไฟลุกท่วม มีการระดมเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินประมาณ 200 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่จนถึงช่วงเช้าตรู่ของวันเสาร์ ไฟยังคงลุกไหม้อยู่ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เข้าถึงยากเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน
สื่อเยอรมนีรายงานว่า ตำรวจสามารถควบคุมตัวชายวัย 33 ปีได้ขณะขี่รถจักรยานยนต์อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ และได้เปิดการสอบสวนทางอาญาแล้ว โดยเกอร์ฮาร์ต โฮลซิงเงอร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่ามีผู้ต้องสงสัยรายอื่นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านไรเนอร์ ฟีทเซอ อัยการ เปิดเผยว่า ผลการประเมินทางจิตเวชพบสัญญาณที่อาจบ่งชี้ว่าผู้ต้องสงสัยมีอาการป่วยทางจิต ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองลดลง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และกำลังพิจารณาความเป็นไปได้เกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมือง โดยย้ำว่าการสอบสวนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
สำหรับ “รังอินทรี” ตั้งอยู่บนภูเขาเหนือเมืองแบร์ชเทสกาเดิน ในรัฐบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนี สร้างเสร็จในปี 1938 ภายใต้ระบอบนาซี บนความสูงประมาณ 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ฮิตเลอร์กับผู้ติดตามใช้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพื้นที่ใกล้เคียงยังมีที่พักเบิร์กฮอฟ ซึ่งฮิตเลอร์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาซีเคยใช้วางแผนบุกสหภาพโซเวียตในปี 1941
หลังสงครามสิ้นสุดลงในปี 1945 อาคารแห่งนี้รอดพ้นจากการถูกทำลาย และต่อมาได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม พร้อมเปิดให้บริการร้านอาหารและที่พักบนภูเขา โดยมีการนำเสนอในฐานะสถานที่เตือนใจถึงความโหดร้ายและความไร้มนุษยธรรมของระบอบนาซี
โยอาคิม แฮร์มันน์ รัฐมนตรีมหาดไทยแห่งรัฐบาวาเรีย ระบุว่า สถานที่แห่งนี้จะต้องไม่ถูกปล่อยให้กลายเป็นซากปรักหักพัง พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการสานต่องานรำลึกทางประวัติศาสตร์ ขณะที่เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงในเยอรมนีและออสเตรียเกี่ยวกับอนาคตของอาคารที่เกี่ยวข้องกับฮิตเลอร์ ว่าควรอนุรักษ์ ปรับเปลี่ยนการใช้งาน หรือรื้อถอน เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นสัญลักษณ์หรือสถานที่ยกย่องแนวคิดนีโอนาซีและกลุ่มขวาจัดหัวรุนแรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

