ลดซักฟอกเหลือ4วัน ฝ่ายค้านถอย ลั่นน้อยกว่านี้ไม่ยอม ถกอีกรอบจันทร์นี้ ดักคอรัฐบาลจัดคิว เสาร์-อาทิตย์ได้หมด

ชัดแล้วปลายตุลาคมนี้ไม่มีศึกพ่นน้ำลาย หลัง ปชน.-ปชป.ขึงขังจะใช้เวลาซักฟอก 18 รัฐมนตรี 5 วัน แต่ซีกรัฐบาลไม่ยอม ล่าสุดยอมถอยเหลือ 4 วัน ทั้งเปิดทางให้นายกฯนอนฟังคำอภิปรายที่บ้านได้ เตรียมจับเข่าคุยจันทร์นี้ และยังไม่รู้จะได้อภิปรายวันไหนอีก แต่อยู่ในกรอบเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมทั้งเบรกกล้าธรรม เข้ามามีเอี่ยว ด้านซีกรัฐบาลเหน็บกลับฝ่ายค้านดื้อเกินไป
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการนัดหารือการเจรจาเพื่อวางกรอบเวลาการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ว่า ขณะนี้วิปฝ่ายค้านยังไม่ได้มีการนัดหมายพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ รวมถึงภายในของพรรคประชาชนก็ยังไม่ได้มีการคุยกันเรื่องดังกล่าว ซึ่งวันนี้แต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการสรุปกันก่อนว่ามีความเห็นอย่างไร แล้วในวันที่ 26 ตุลาคม ฝ่ายค้านจะมีการหารือกันอีกครั้งแบบไม่เป็นทางการ
เมื่อถามว่า ได้มีการประสานเพื่อนัดหารือกันใน 3 ฝ่ายมาแล้วบ้างหรือไม่ นายปิยรัฐ กล่าวว่า ยังไม่มี เพราะปกติจะมีการคุยตรงผ่านประธานวิป จากนั้นประธานวิปก็จะมีการมาแจ้งในที่ประชุมวิปอีกครั้ง
อภิปรายพย.-ธค.ทำได้
เมื่อถามถึง แนวโน้มความเป็นไปได้ในการอภิปรายช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคมนั้น นายปิยรัฐ กล่าวว่า โดยกรอบกฎหมายก็ทำได้ แต่เมื่อเราเอาเนื้อหามาดูกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เรายืนวันของเราชัดเจนว่าเฉพาะฝ่ายค้านอย่างเดียว 60 ชั่วโมง รัฐบาลก็ลองไปคำนวณดู หากรวมเวลาของฝ่ายบริหารและประธานในที่ประชุมแล้ว รวมแล้ว 70-80 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่ง 3 วันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ตัดไปเลย
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ก็เป็น 4 วันหรือ 5 วันเท่านั้น แล้วช่วงเวลาดังกล่าวไปโดนล็อตไหนของเดือนพฤศจิกายน ตนคิดว่าต้องมีบ้าง เป็น 4+1 วัน ตอนนี้อยู่ที่คณะรัฐมนตรี และตนคิดว่าสส.ฝั่งรัฐบาลและประธานสภาฯ คงไม่ติด จะติดอยู่ที่ฝั่ง ครม. ฉะนั้น ขอให้ลองดูวันที่ ครม.ว่างสัก 4 หรือ 5 วันมาดู
ยังสามารถพูดคุยกันได้
เมื่อถามว่า เบื้องต้นฝ่ายครม.จะยังคงยืนยันอยู่เรื่อยๆ ว่าไม่ค่อยมีเวลาว่าง และอ้างเรื่องนายกรัฐมนตรีติดภารกิจต่างประเทศ ในส่วนนี้มองอย่างไร นายปิยรัฐ กล่าวว่า ปกติเวลาเรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าให้ทราบหลายเดือน จะมาแจ้งว่าไม่รู้ล่วงหน้าไม่ได้ เรายื่นไปตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม คุณมีเวลาเคลียร์ตารางคุณอย่างเร็วคือ 1 เดือน อย่างช้าก็อาจจะเดือนกว่าๆ
“ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องคอขาดบาดตายด้วยซ้ำ เพราะเป็นการอภิปรายตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญที่ให้ลงมติด้วย เป็นเรื่องสถานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ฉะนั้น ย้ำว่าผมว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น นายกฯ ต้องลองไปบริหารจัดการให้ได้ เพราะท่านทราบมาเป็นเดือนแล้ว ไม่จำเป็นที่นายกฯ จะต้องนั่งอยู่ตลอดเวลา 4 วัน 24 ชั่วโมง นายกฯ อาจจะมาฟังอภิปรายเฉพาะช่วงแรกหรือช่วงที่มีการอภิปรายถึงนายกฯ ก็ได้ หรือการอภิปรายอาจจะเป็นไปตามไทม์ไลน์เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการคิวของรัฐมนตรีแต่ละคน” นายปิยรัฐ กล่าว
ให้นายกฯฟังผ่านออนไลน์
นายปิยรัฐ กล่าวต่อว่า นี่เป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยกันได้ในรายละเอียดเช่น อาจจะบอกว่านายกฯ ไม่อยู่วันที่ 2 หรือวันที่ 3 แต่จะอยู่วันที่ 1 ก็อภิปรายนายกฯ วันที่ 1 หากนายกฯ ว่างก็มานั่งฟังอภิปราย ถ้าไม่ว่างก็ฟังผ่านออนไลน์ เมื่ออภิปรายจบแล้วมีการลงมติท่านค่อยมาอีกรอบหนึ่ง เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่สามารถพูดคุยกันได้
“เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ เขารู้กว่าเราอีก ไปย้อนดูได้ประวัติศาสตร์การอภิปรายไม่มีรัฐมนตรีมานั่งเรียงหน้ากันครบทุกคนตลอดเวลา มีจังหวะที่เขานั่งฟังและเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเขา เขาก็นั่งอยู่ หากจังหวะไหนไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเขา เขาก็หลบไปนั่งทำงานด้านหลัง หรือไปนั่งทำงานเคลียร์งานที่กระทรวงหรือทำเนียบ ผมก็เห็นทำกันแบบนี้ จะเป็นเรื่องดีหากรัฐมนตรีอยู่ฟังตลอด 4 วันได้ แต่หากเป็นไปไม่ได้อย่างไรก็ต้องบริหารจัดการ“ นายปิยรัฐ กล่าว
ประชาธิปัตย์ร่ายยาว
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการหารือถึงการจัดสรรเวลาในการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ฝ่ายค้านได้ไปพบนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เพื่อจะชี้แจงให้ทราบว่าที่ฝ่ายค้านยื่นความประสงค์ว่าจะอภิปราย 5 วัน 60 ชั่วโมง เพราะอะไร จริงๆ แล้วเราก็บอกท่านว่า จะลดเหลือ 4 วันก็ได้ แต่ต้องเลยจากสัปดาห์ปลายเดือนไปก่อน แต่ปัญหาที่ตกลงไม่ได้ เพราะว่าตัวแทนรัฐบาลยืนกรานว่าจะต้องเอา 3 วันนั้น คือ 27, 28, 29 ต.ค. ถึงจะเพิ่มวันที่ 26 ต.ค. ก็ต้องไปเลิก 02:30 น.
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่เล่าให้ประธานสภาฟัง ท่านประธานได้มีการนัดประชุม โดยบรรจุระเบียบวาระปกติ ไม่มีวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนั้น ตนเห็นว่านายโสภณ ได้มีการไปพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยแล้ว เข้าใจว่าทางสภาอาจจะต้องทำหนังสือไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะยืนยันว่า สภาไม่สามารถบรรจุระเบียบวาระตามที่รัฐบาลแจ้งมา คือวันที่ 27, 28, 29 ต.ค.ได้ ขั้นตอนต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับรัฐบาล ที่จะหาวันมา ซึ่งตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.ไปจนถึงปิดสมัยประชุม วันที่ 22 ธ.ค. ก็เท่ากับว่าเหลืออยู่ 7 สัปดาห์ ทางฝ่ายค้านยืนยันว่าหากจะจัดเวลาอภิปรายโดยติดช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้ ไม่มีปัญหาเลย และระหว่างวันอภิปรายหากรัฐมนตรีที่มีชื่อถูกอภิปรายยังไม่ว่าง ฝ่ายค้านก็สามารถหลีก หรือสลับเวลาการอภิปรายให้ได้ ดังนั้นตอนนี้จึงรอเพียงรัฐบาลตอบหนังสือกลับมาที่ประธานสภาฯ ว่าจะกำหนดเวลาที่สะดวกเมื่อไหร่ ถ้าได้แล้วก็จะประชุมวิปร่วมเพื่อจะกำหนดเวลากัน
ยอมลดเวลาเหลือ 4 วัน
“เบื้องต้นเรื่องเวลานั้น ท่านประธานก็บอกว่า ถ้าลดลงเหลือ 4 วัน จะอยู่ที่ประมาณ 48-50 ชั่วโมง โอเคไหม ฟังเราก็โอเค ซึ่งแล้วฝ่ายค้านก็จะมีการหารือกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน คร่าวๆ ในวันพุธที่จะถึงนี้ ประมาณบ่ายโมง เพื่อพูดคุยกันเรื่องการกำหนดเวลาในการอภิปราย โดยยืนยันว่าเรายังคงการอภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ยื่นไปแล้วไม่ถอย ไม่ถอน” นายสาทิตย์ กล่าว
ปชป.ซักฟอก5รมต.
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เราจะอภิปรายรัฐมนตรีประมาณ 5 คน มีผู้อภิปรายอยู่ที่ประมาณ 8-9 คน
เมื่อถามถึงพรรคกล้าธรรม ที่ออกมาระบุว่า ตัวเองยังเป็นฝ่ายค้าน และต้องได้เวลาในการแสดงความเห็นในสภา โดยที่เนื้อหาจะออกมาทางไหนไม่มีใครมาบังคับได้ ดังนั้นต้องคุยและจัดสรรเวลาตรงนี้อย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า เดิมพรรคร่วมฝ่ายค้านที่คุยกันไม่ได้มีการจัดสรรเวลาให้กล้าธรรมไว้ ด้วยเหตุว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมลงชื่อในญัตติ แต่บังเอิญในวันที่ประชุมกรรมการประสานงานร่วม กล้าธรรมก็บอกว่าจะขอเวลา 2 ชั่วโมงด้วย ซึ่งตอนนั้นสมมุติฐานยังอยู่ที่ 60 ชม. ทุกคนก็งงเพราะยังตกลงเวลากันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ตนได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่ว่า ถ้ากล้าธรรมจะอภิปรายนั้น ในฐานะอะไร ตามข้อบังคับจะเปิดให้อภิปรายได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ก็ระบุว่า อภิปรายได้ แต่ต้องเป็นการสนับสนุนญัตติ คือต้องไม่ไว้วางใจรัฐบาล ต้องไม่ไว้วางใจใครใน 18 คนนี้ หากเป็นไปในทางที่จะสนับสนุนรัฐบาล ก็ทำไม่ได้ เพราะจะขัดกับญัตติ ดังนั้นตนคิดว่าของกล้าธรรมนั้น ต้องคุยกันใหม่ ในที่ประชุมของกรรมการร่วมว่าเวลาส่วนนั้นจะกันมาจากที่ไหน
“กล้าธรรมก็ต้องไปหารือในกรรมการพรรคประสานงานพรรคร่วม ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่า เขาจะอภิปรายในฐานะอะไรก่อน ทุกอย่างมันเป็นไปตามข้อบังคับ อันนี้ไม่ใช่ญัตติน้ำมัน ไม่ใช่ญัตติ 3 จังหวัด ไม่ใช่ญัตติพืชผล ไม่ใช่ญัตติพืชน้ำท่วม ที่ใครก็อภิปรายได้ แต่มันเป็นเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้าคุณจะมาร่วมอภิปราย คุณก็ต้องไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ไว้วางใจ 18 คน เท่านั้น ไปทางอื่นไม่ได้อยู่แล้ว” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
เชื่อยังหาข้อสรุปไม่ได้
นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงคำให้สัมภาษณ์ของนายสาทิตย์ จากวันนี้จนถึงวันปิดสมัยประชุมสภาฯ นานถึง 7 สัปดาห์ เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะไม่มีวันว่างเลยจนปิดสมัยประชุม จนทำให้ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ซึ่งจะเป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมชี้แจงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงจากข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านอยู่แล้ว เพราะไม่ได้กังวลความพยายามโหมโรงของฝ่ายค้านเลย เนื่องจากรัฐบาลทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาฝ่ายค้านไม่ยอมลดเงื่อนไขเรื่องของกรอบเวลา ยืนกรานต้องได้เวลาอภิปราย 5 วันเท่านั้น แทนที่จะยึดเนื้อหาข้อเท็จจริงของข้อมูลที่จะนำมาอภิปราย จึงยังไม่ได้ข้อสรุปจนถึงตอนนี้
ยอมแต่แรกก็จบไปแล้ว
นายธนกร กล่าวอีกว่า หากฝ่ายค้านยอมรับกรอบเวลาอภิปราย 4 วันตั้งแต่แรกเรื่องนี้ก็น่าจะจบไปตั้งนานแล้ว เพราะเวลานี้รัฐบาลมีภารกิจสำคัญรออยู่ ทั้งการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 (APEC 2026) ที่ประเทศจีน และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 49 (49th ASEAN Summit) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกด้วย ดังนั้น คงต้องรอรัฐบาลหาวันใหม่ที่เหมาะสมก่อน เพราะภารกิจระดับประเทศก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่หลีกเลี่ยงและจะให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นไม่ได้เช่นกัน
ต้องหาวันเหมาะสมใหม่
“ยืนยันว่าที่ผ่านมารัฐบาลพร้อมชี้แจงฝ่ายค้านในสภาฯ อย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบวันเวลาที่เหมาะสม ท่านนายกฯ จึงกำชับให้รัฐมนตรีทุกคน โดยเฉพาะคนที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ต้องเลื่อนงานทุกอย่างออกไปก่อน และต้องอยู่ในประเทศไทยทุกคน แต่เมื่อฝ่ายค้านไม่ยอม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาวันที่เหมาะสมให้ใหม่ ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วงปลายปีนี้รัฐบาลเองก็มีภารกิจสำคัญระดับประเทศซึ่งถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้วเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่การเล่นเกมดึงเวลาอะไรเลย แต่เป็นฝ่ายค้านที่ไม่ฟังเหตุผลตั้งแต่แรก อยากได้เวลาอภิปรายหลายวันแทนที่จะให้น้ำหนักกับเนื้อหาสาระของการอภิปราย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสุดท้ายแล้วน่าจะตกลงกันได้ในที่สุด” นายธนกร กล่าว
ไม่เชื่อมั่นรัฐสวัสดิการ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. 2569 เรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไรกับสวัสดิการรัฐ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,132 คน ซึ่งพบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 68.9 เห็นว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือคนพิการและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ รองลงมา ร้อยละ 64.93 ระบุว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการเรื่องช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ร้อยละ 64.22 ระบุว่าเห็นว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ส่วนการจัดสวัสดิการของรัฐควรมีลักษณะอย่างไรนั้น กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 48.06 ระบุว่าควรจัดสวัสดิการพื้นฐานให้ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง ร้อยละ 38.34 เห็นว่าควรจัดสวัสดิการพื้นฐานให้ทุกคน และให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มที่มีความจำเป็น ร้อยละ 13.6 ระบุว่าควรจัดสวัสดิการเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มที่มีความจำเป็น
เข้าถึงสิทธิ์ได้น้อย
เมื่อถามว่าปัจจุบันประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่รัฐกำหนดไว้ได้มากน้อยเพียงใด กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 46.29 ระบุว่าประชาชนเข้าถึงได้ค่อนข้างน้อย ขณะที่ร้อยละ 31.44 เห็นว่าเข้าถึงได้ค่อนข้างมาก ร้อยละ 15.64 ระบุว่าเข้าถึงได้น้อยมาก ร้อยละ 6.63 เห็นว่าประชาชนเข้าถึงได้มาก
กรณีหากรัฐต้องการจัดสวัสดิการให้ประชาชนเพิ่มขึ้น ควรดำเนินการอย่างไรนั้น กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 48.32 ระบุว่าควรปรับลดหรือจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณด้านอื่น ร้อยละ 48.14 ระบุว่าควรให้ธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจที่มีกำไรสูงรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น ร้อยละ 40.64 เห็นว่าควรเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี เมื่อถามว่าสวัสดิการของรัฐในปัจจุบันช่วยให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นเพียงใด กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 47.53 ระบุว่าช่วยได้ค่อนข้างน้อย ร้อยละ 27.03 ระบุว่าช่วยได้ค่อนข้างมาก ร้อยละ 16.34 เห็นว่าช่วยได้น้อยมาก/แทบไม่ช่วย ร้อยละ 9.1 ระบุว่าช่วยได้มาก
เชื่อมั่นรัฐบาลลด
สำหรับความเชื่อมั่นต่อการจัดสวัสดิการรัฐของรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 39.66 ระบุว่าไม่ค่อยเชื่อมั่น ขณะที่ร้อยละ 28.18 ระบุว่าค่อนข้างเชื่อมั่น แต่ร้อยละ 25.19 ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 6.97 ระบุว่าเชื่อมั่นมาก
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เมื่อค่าครองชีพสูง แต่รายได้ยังไม่ทันกับค่าใช้จ่าย สวัสดิการรัฐจึงยิ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย คนไทยไม่ได้มองว่าสวัสดิการรัฐเป็นเพียงเงินช่วยเหลือที่แจกแล้วจบ แต่คาดหวังให้เป็นหลักประกันที่ช่วยลดภาระและทำให้ใช้ชีวิตได้มั่นคงขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเข้าถึงได้จริงและตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

