อินฟลูฯความมั่นคง ชี้สลิป 7 ล้านดิสเครดิตนายกฯ คนปล่อยข่าวไร้หลักฐาน ย้อนกลับไปฟาดหน้าตัวเอง

พีระชาติ อินตา อินฟลูเอนเซอร์ด้านความมั่นคง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่มีการปั่นข่าวเท็จในโลกออนไลน์ เรื่องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับเงินค่าน้ำชาจำนวน 7 ล้านบาท โดยอ้างสลิปการโอนเงิน ซึ่งต่อมาโพสต์ต้นทางถูกลบออกหลังจากมีการเผยแพร่ได้ไม่นาน
ระบุข้อความว่า
น้ำแข็งเอ้ย..นี่แหละครับที่เรียกว่า ตั้งใจจะขุดหลุมให้คนอื่นตก แต่สุดท้ายกลับทำให้คนทั้งสังคมหันมามองหลุมที่ตัวเองเคยขุดไว้!
กรณีสลิป 7 ล้านบาทที่ถูกนำมาโยงกับข้อกล่าวหาเรื่องเงินค่าน้ำชาให้นายกรัฐมนตรี กลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตา เมื่อโพสต์ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว มีรายงานยอดไลก์ประมาณ 16,000 ครั้ง ยอดแชร์ราว 8,000 ครั้ง ก่อนที่โพสต์ต้นทางจะหายไปในเวลาไม่ถึงชั่วโมง พร้อมข้อความว่าจะไปเจอกันต่อใน X
ลองคิดดูให้ดี! ถ้าข้อมูลมีหลักฐานแน่นหนา ก็เอาหลักฐานออกมาให้ตรวจสอบ ถ้าข้อกล่าวหามีน้ำหนัก ก็ชี้แจงที่มาให้ชัด แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นแล้ว สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่เสียงเชียร์ ไม่ใช่ยอดแชร์ และไม่ใช่การโยนคำถามกลับไปให้คนอื่น แต่คือคำตอบที่ตรวจสอบได้!
นี่คือจุดที่พลาดแล้วเจ็บกว่าที่คิด เพราะจากเดิมที่ต้องการให้คนสงสัยฝ่ายตรงข้าม กลับเปิดช่องให้คนสงสัยวิธีการของฝ่ายตัวเองเสียเอง!
และความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่เหตุการณ์นี้ เพราะเมื่อความน่าเชื่อถือถูกตั้งคำถาม คนย่อมย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ที่เคยเห็น เคยฟัง และเคยแชร์ในอดีตทันที
ข่าวก่อนหน้านี้ที่เคยเชื่อ เราตรวจสอบหลักฐานครบหรือยัง? ข้อกล่าวหาที่เคยช่วยกันขยาย เรารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่? เรื่องที่เคยใช้โจมตีคู่แข่งทางการเมือง เราเชื่อเพราะมีหลักฐาน หรือเชื่อเพียงเพราะมันตรงกับความรู้สึกของเรา?
นี่แหละคือผลสะเทือนที่น่ากลัวที่สุด!
ความผิดพลาดครั้งนี้อาจไม่ได้ทำให้คนเลิกเชื่อแค่เรื่องเดียว แต่มันอาจทำให้คนเริ่มกลับไปสงสัยทุกเรื่องที่เคยเชื่อจากแหล่งเดิม!
พูดง่าย ๆ คือ ก่อนหน้านี้คนอาจมองว่าข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาน่าเชื่อถือ แต่หลังจากเกิดข้อสงสัยครั้งนี้ ต่อให้มีเรื่องใหม่ออกมา คนก็อาจไม่รีบเชื่อเหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะคำถามสำคัญเกิดขึ้นในใจไปแล้วว่า ครั้งก่อน ๆ ที่เราเคยเชื่อ เราได้ตรวจสอบดีพอหรือยัง?
นี่คือราคาของความน่าเชื่อถือ เมื่อถูกตั้งคำถามแล้ว จะเรียกคืนด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเรียกคืนด้วยหลักฐานและความรับผิดชอบ!
และอย่าเข้าใจผิดว่าโพสต์หายแล้วเรื่องจะจบ เพราะโพสต์อาจหายจากหน้าจอได้ แต่ยอดแชร์เกิดขึ้นแล้ว คนเห็นไปแล้ว คนพูดต่อไปแล้ว และข้อกล่าวหาอาจยังตกค้างอยู่ในความทรงจำของคนอีกจำนวนมาก
ตอนสร้างกระแสมีคนช่วยกันขยาย แต่ตอนแก้ความเข้าใจผิด ใครจะช่วยกันรับผิดชอบ?
ถ้าไม่อยากให้ประชาชนตั้งข้อสงสัย ก็ต้องตอบคำถามให้ชัด ถ้าต้องการให้สังคมเชื่อถือ ก็ต้องยอมรับการตรวจสอบ และถ้าเคยเผยแพร่ข้อมูลที่ภายหลังพบว่าคลาดเคลื่อน ก็ต้องกล้าแก้ไขให้คนที่ได้รับข่าวรู้ข้อเท็จจริงด้วย
เพราะการเมืองที่ตรวจสอบคนอื่นเก่ง แต่ไม่ยอมให้คนตรวจสอบตัวเอง ย่อมหนีคำถามเรื่องมาตรฐานของตัวเองไม่พ้น!
กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนว่า คนที่คิดจะทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่ง ต้องระวังให้ดี เพราะหากข้อมูลที่ตัวเองใช้ถูกตั้งคำถามเสียเอง ผลสะเทือนมันย้อนกลับไปถึงความน่าเชื่อถือที่เคยสะสมมาในอดีตทั้งหมด
จากนี้ไป ทุกเรื่องที่เคยเผยแพร่ย่อมสมควรถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่เชื่อเพียงเพราะคนพูดเป็นฝ่ายที่เราชอบ และไม่ใช่ปฏิเสธเพียงเพราะข้อมูลมาจากฝ่ายที่เราไม่ชอบ
คนที่ตัดสินว่าใครน่าเชื่อถือไม่ใช่ยอดไลก์ ไม่ใช่ยอดแชร์ และไม่ใช่เสียงเชียร์ของกองเชียร์ฝ่ายไหน แต่คือหลักฐานที่ตรวจสอบได้กับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองพูด!
นี่ต่างหากคือจุดที่ต้องจับตา: จากเหตุการณ์ที่ตั้งใจให้คนหันไปสงสัยคนอื่น กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนหันกลับมาตรวจสอบผู้เผยแพร่เสียเอง และเมื่อความสงสัยเกิดขึ้นแล้ว ทุกเรื่องในอดีตก็จะถูกหยิบกลับมาพิจารณาใหม่!
และการใช้สลิปโอนเงินสร้างภาพให้คนอื่นดูโกง มันดูปญอ.เกินไป เพราะลืมไปหรือเปล่าว่า ธุรกรรมมันตรวจสอบได้ ไม่ใช่แค่ปั้นข้อกล่าวหาให้คนแชร์แล้วจะกลายเป็นความจริง!
และเมื่อจากการตรวจสอบแล้วไม่พบธุรกรรมตามที่กล่าวอ้างจริง ๆ คนที่หน้าแตกไม่ใช่คนถูกกล่าวหา แต่ดันคือคนที่ปล่อยข้อกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานรองรับต่างหาก นี่คือการคิดจะฟาดหน้าคนอื่น สุดท้ายฟาดหน้าตัวเองกลับเต็ม ๆ!
— พีระชาติ อินตา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

